Logo Webboard ของ kobkob
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!


  70.ฟังธรรมะออนไลน์กับโลกทิพย์

  

  Topic : พุทธสุภาษิต ....

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1] 2   Next >>
  สมาชิกพิเศษ
kob

kob@yimwhan.com 118.172.3.94

  โพสต์เมื่อ : 2 ก.พ. 2551 18:15 น.

  

ขออนุโมทนากับน้องปูที่นำเอาพุทธสุภาษิตมาลงให้เพื่อนๆ ได้อ่าน

สาธุๆๆๆ

 




  2 ก.พ. 2551 18:32 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ปู

  125.27.176.245

   พุทธสุภาษิต(มิตร)
1 มีมิตรเลวมีเพื่อนเลว ย่อมมีมารยาทเลวและที่เที่ยวเลว
2 เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายเป็นผู้นำสุขมาให้
3 ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง
4 ความเป็นสหายไม่มีในคนพาล
5 มารดาเป็นมิตรในเรือนตน
6 มารดาบิดา ท่านเรียกว่าเป็นพรหม
7 คนคุ้นเคย ไว้ใจกันได้ เป็นญาติอย่างยิ่ง
8 หมู่เกวียน เป็นมิตรของคนเดินทาง
9 ถ้าได้สหายเป็นผู้รอบคอบ พึงพอใจและมีสติเที่ยวไปกับเขา
10 สหายเป็นมิตรของคนผู้มีความต้องการเกิดขึ้นเนืองๆ
11 ผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวแท้
12 ภริยาเป็นเพื่อนสนิท
13 ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมผ่านพ้นศัตรูทั้งปวง
14 ถ้าไม่ได้สหายผู้รอบคอบ พึงเที่ยวไปคนเดียวและไม่พึงทำความชั่ว
15 ความดีที่ทำไว้เอง เป็นมิตรตามตัวไปเบื้องหน้า
16 ประโยชน์ที่มุ่งหมายทุกอย่างของผู้มีมิตรพรั่งพร้อม ย่อมจะสัมฤทธิ์ผลเหมือนโชคช่วย
17 ลูกที่ไม่เลี้ยงพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่า ไม่นับว่าเป็นลูก
18 มารดาบิดา เป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร
19 บุตร คือฐานรองรับของมวลมนุษย์
20 มารดาบิดา ท่านเรียกว่าเป็นบูรพาจารย์ (ครูคนแรกของบุตร)
21 ความเคารพรักบำรุงมารดา นำมาซึ่งความสุขในโลก
22 มิตร เมื่อระลึกถึงธรรมแล้ว ไม่ยอมทอดทิ้งมิตร ในยามมีทุกข์ภัยถึงชีวิต ข้อนี้เป็นธรรมของสัตบุรุษโดยแท้
23 เดินร่วมกัน 7 ก้าว ก็นับว่าเป็นมิตร เดินร่วมกัน 12 ก้าว ก็นับว่าเป็นสหาย อยู่ร่วมกันสักเดือนหรือ กึ่งเดือน ก็นับว่าเป็นญาติ
     ถ้านานเกินกว่านั้นไป ก็เหมือนกับเป็นตัวเอง แล้วเช่นนี้ จะให้เราละทิ้งนายกาฬกัณณีที่คุ้นเคยกันมานานแล้ว เพราะเห็นแก่
    ความสุขส่วนตัวได้อย่างไร
24 มีญาติพวกพ้องมาก ย่อมเป็นการดี เช่นเดียวกับต้นไม้ในป่าที่มีจำนวนมาก ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่โดดเดี่ยว
     ถึงจะงอกงามใหญ่โตสักเท่าใด ลมก็พัดให้โค่นลงได้
25 บัณฑิตย่อมปราถนาบุตรที่เป็นอภิชาต หรืออนุชาต ย่อมไม่ปราถนาอวชาตบุตร ซึ่งเป็นผู้ทำลายตระกูล

 


  3 ก.พ. 2551 08:55 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.173.0

  

                                        หมวด 1 หมวดธรรมเบื้องต้น

1 ตนเป็นที่พึ่งของตน
2 ปัญญาย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์
3 คนขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้
4 คนโง่ คนพาล ไม่ควรเป็นผู้นำ
5 ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า
6 พูดอย่างไร ทำได้อย่างนั้น
7 คำจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
8 การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก
9 บัณฑิตย่อมฝึกตน
10 ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
11 จงเตือนตน ด้วยตนเอง
12 ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี
13 บิดามารดา เป็นบูรพาจารย์ของบุตร
14 คนเห็นแก่ตัว เป็นคนสกปรก
15 ความมีสติป้องกันความเลวร้ายได้
16 คนโกรธย่อมฆ่าได้แม้มารดาของตน
17 ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา
18 เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที
19 อยู่ร่วมกับคนชั่ว ย่อมมีแต่ความทุกข์
20 คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข
21 สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
22 ความเป็นเพื่อนไม่มีในคนพาล
23 ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์
24 พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
25 วาจาของคน ย่อมส่องเห็นน้ำใจ
26 ปราชญ์ว่า มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาประเสริฐที่สุด
27 ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
28 ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้
29 ถ้าจะทำ ก็ควรทำให้จริง
30 ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
31 ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
32 ความชั่วเมื่อทำแล้ว ย่อมเดือนร้อนภายหลัง
33 คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
34 บิดามารดาเป็นพรหมของบุตร
35 คบคนดี ย่อมเจริญขึ้น
36 ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
37 ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี
38 ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะย่อมนำสุขมาให้
39 การไม่คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นมงคลอันอุดมยิ่ง
40 ความอดทน นำสุขมาให้
41 กินคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข
42 เมตตา เป็นเครื่องค้ำจุนโลก (กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)
43 พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต พึ่งสละ ทั้งทรัพย์ อวัยวะ และ ชีวิต เพื่อรักษาธรรม (ความถูกต้อง)

 


  3 ก.พ. 2551 08:57 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.173.0

   หมวด 2 หมวดบุคคล1 คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
2 ผู้มีความรู้ในทางที่ชั่ว เป็นผู้เสื่อม
3 ผู้มีความรู้ในทางที่ดี เป็นผู้เจริญ
4 พวกโจร เป็นเสนียดของโลก
5 ผู้เกลียดธรรม เป็นผู้เสื่อม
6 ผู้ชอบธรรม เป็นผู้เจริญ
7 สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์
8 ผู้เคารพผู้อื่น ย่อมมีความเคารพตนเอง
9 ควรทำแต่ความเจริญ อย่าเบียดเบียนผู้อื่น
10 ความสัตย์นั่นแล ดีกว่ารสทั้งหลาย
11 คนย่อมเป็นที่เกลียดชัง เพราะขอมาก
12 ผู้ถึงพร้อมด้วยองคคุณ หาได้ยาก
13 คนเมื่อโกรธแล้ว มักพูดมาก
14 คนเมื่อรักแล้ว มักพูดมาก
15 พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง
16 วิญญูชนตำหนิ ดีกว่าคนพาลสรรเสริญ
17 บุรุษอาชาไนย หาได้ยาก
18 ความคุ้นเคย เป็นญาติอย่างยิ่ง
19 คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย
20 บรรพชิตผู้ไม่สำรวม ไม่ดี
21 พระราชา เป็นเครื่องปรากฏของแว่นแคว้น
22 สัตบุรุษ ไม่มีในชุมนุมใด ชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา
23 กวีเป็นที่อาศัยแห่งคาถาทั้งหลาย
24 สัตบุรุษ ไม่ปราศรัยเพราะความได้กาม
25 ผู้ฟังมาก ต้องพิจารณาเป็นสำคัญ
26 มีบางคนในโลกที่ยับยั้งการกระทำด้วยความละอาย
27 คนจะประเสริฐ ก็เพราะการกระทำ และ ความประพฤติ
28 อ่อนไป ก็ถูกเขาหมิ่น แข็งไป ก็มีภัยเวร
29 คนได้เกียรติ เพราะความสัตย์
30 บัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์
31 พระมหากษัตริย์ทรงเครื่องรบ ย่อมสง่า
32 สมณะในศาสนานี้ ไม่เป็นข้าศึกในโลก
33 บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้นลง
34 ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ถูกขอ
35 บุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย
36 บัณฑิตมีความไม่เพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง
37 สมณะ พึงตั้งอยู่ในภาวะแห่งสมณะ
38 คนมีปัญญาทราม ย่อมพร่าประโยชน์เสีย
39 ไม่ควรขอสิ่งที่รู้ว่าเป็นที่รักของเขา
40 ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
41 คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ
42 คนซื่อตรง ไม่พูดคลาดความจริง
43 ผู้มีปัญญาย่อมไม่ขอเลย
44 คนมีสติ ย่อมได้รับความสุข
45 สามีเป็นเครื่องปรากฎของสตรี
46 ผู้ไหว้ ย่อมได้รับการไหว้ตอบ
47 ผู้ทำสักการะ ย่อมได้รับการสักการะ
48 ไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน
49 คนมีสติ เป็นผู้ประเสริฐทุกวัน
50 คนอ่อนแอ ก็ถูกเขาดูหมิ่น
51 มีญาติมาก ๆ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
52 สตรี เป็นสูงสุดแห่งสิ่งของทั้งหลาย
53 ผู้รักษา ควรมีสติรักษา
54 ได้สิ่งใด พึงพอใจในสิ่งนั้น
55 สมณะ พึงเป็นสมณะที่ดี
56 อสัตบุรุษ ย่อมไปนรก
57 ผู้บูชา ย่อมได้รับการบูชา
58 สติ เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก
59 สติจำเป็นในที่ทั้งปวง
60 คนโง่ ไม่ควรเป็นผู้นำ
61 พระราชา เป็นประมุขของประชาชน
62 ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรม ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ
63 อสัตบุรุษ แม้นั่งอยู่ในที่นี้เองก็ไม่ปรากฎ เหมือนลูกศรที่ยิงไปกลางคืน
64 ฤษีทั้งหลาย มีสุภาษิตเป็นธงชัย
65 ผู้ประกอบด้วยทมะ และ สัจจะนั้นแล ควรครองผ้ากาสาวะ
66 พึงตามรักษาความสัตย์
67 สัตบุรุษมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
68 บรรดาภริยาทั้งหลาย ภริยาผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ
69 ปราชญ์ มีกำลังบริหารหมู่ให้ประโยชน์สำเร็จได้
70 ความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นำสุขมาให้
71 คนมีปัญญาทราม ย่อมแนะนำในทางที่ไม่ควรแนะนำ
72 พูดอย่างใด พึงทำอย่างนั้น
73 ความสงัดของผู้สันโดษมีธรรมปรากฎ เห็นอยู่ นำสุขมาให้
74 สัตบุรุษยินดีในการเกื้อกูลสัตว์
75 ผู้สงบระงับ ย่อมอยู่เป็นสุข
76 มารดา บิดา ท่านว่าเป็นพรหมของบุตร
77 สัตบุรุษไม่ปราศรัยเพราะใคร่กาม
78 ผู้ถูกขอเมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ขอ
79 คนมีปัญญา ย่อมไม่ประกอบในทางอันไม่ใช่ธุระ
80 บรรพชิตฆ่าผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นสมณะเลย
81 คนโง่ มีกำลังบริหารหมู่ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์
82 คนฉลาด ย่อมละบาป
83 พึงประพฤติให้พอเหมาะพอดี
84 ผู้มุ่งประโยชน์โดยไร้อุบาย ย่อมลำบากที่จะได้ประโยชน์นั้น
85 ชื่อว่าบัณฑิตย่อมทำประโยชน์ให้สำเร็จได้แล
86 คนมีปัญญาทราม ย่อมทำความประทุษร้าย
87 ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข
88 คนแข็งกระด้างก็มีเวร
89 กลิ่นของสัตบุรุษย่อมหวนทวนลมได้
90 ท่านผู้เป็นที่พึ่ง ย่อมประกอบด้วยกรุณายิ่งใหญ่
91 ภริยาผู้ฉลาด ย่อมนับถือสามี และ คนที่ควรเคารพทั้งปวง
92 มารดาบิดาท่านว่าเป็นบูรพาจารย์ (ของบุตร)
93 ปราชญ์ได้โภคทรัพย์แล้ว ย่อมสงเคราะห์ญาติ
94 สัตบุรุษได้ตั้งมั่นในความสัตย์ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม
95 ผู้ปราศจากทมะ และ สัจจะ ไม่ควรครองผ้ากาสาวะ
96 อสัตบุรุษย่อมไปนรก
97 คนมีปัญญาทราม ย่อมประกอบการอันไม่ใช่ธุระ
98 ผู้มีความดีจงรักษาความดีของตนไว้
99 มารดาบิดาเป็นที่นับถือของบุตร
100 สาธุชนย่อมหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
101 ผู้กินคนเดียว ไม่ได้ความสุข
102 สัตบุรุษ ยินดีในการเกื้อกูลสัตว์
103 สัตบุรุษย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์
104 สัตบุรุษ ย่อมขจรไปทั่วทุกทิศ
105 ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด
106 คนมีปัญญา ย่อมแนะนำในทางที่ควรแนะนำ
107 บรรดาบุตรทั้งหลาย บุตรผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ
108 พระราชาจงรักษาประชาราษฎร์
109 พระมหากษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุด
110 คนโง่รู้สึกว่าตนโง่ จะเป็นผู้ฉลาดเพราะเหตุนั้นได้บ้าง
111 บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
112 บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟที่ส่องทางสว่าง
113 บุรุษจะเป็นบัณฑิตในทุกสถานก็หาไม่ สตรีคิดการได้ฉับไวก็เป็นบัณฑิต
114 ไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน ไม่ควรเที่ยวปรารถนาลาภของผู้อื่น ภิกษุปรารถนาลาภของผู้อื่น ย่อมไม่บรรลุสมาธิ
115 ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้าท่านไม่รักทุกข์ ก็อย่าทำบาปกรรมทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ
116 ผู้ใดเป็นผู้เยือกเย็น ไม่มีอุปธิ ไม่ติดในกาม ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ เป็นผู้ดับแล้ว อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ
117 ชนเหล่าใดฉลาดในขนบธรรมเนียมโบราณ และประกอบด้วยจารีตประเพณีดี ชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคคติ
118 ผู้ใดจักไม่ทำตามโอวาทที่ผู้รู้ได้บอกแล้ว ผู้นั้นจักถึงความย่อยยับ เหมือนพ่อค้า ถึงความย่อยยับเพราะพวกโจรสลัดฉะนั้น
119 ผู้ใดรีบในกาลที่ควรช้า และ ช้าในกาลที่ควรรีบ ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมถึงทุกข์ เพราะการจัดทำโดยไม่แยบคาย
120 ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ละเสียได้ ด้วยกรรมดี ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอกฉะนั้น
121 ผู้ใดช้าในการที่ควรช้า และ รีบในการที่ควรรีบ ผู้นั้นเป็นผู้ฉลาด ย่อมถึงสุข เพราะการจัดทำโดยแยบคาย
122 ผู้บรรลุธรรมอย่างสูงสุดไม่มีความต้องการในโลกทั้งปวง ย่อมไม่เศร้าโศกในความตาย เหมือนผู้ออกพ้นจากเรือนที่ถูกไฟใหม้
123 ผู้ใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม บัณฑิตย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้ เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
124 ผู้ใดไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ ถึงความหมดจด มีทิฏฐิสมบูรณ์ มีปัญญา พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นอริยะ
125 ใคร่ครวญติ คนฉลาดจะประพฤติไม่ขาด ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล ประดุจแท่งทองชมพูนุท
126 ผู้ใดยกย่องตน และดูหมิ่นผู้อื่น เป็นคนเลว เพราะการถือตัวเอง พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
127 ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ชนะเอง ไม่ให้ผู้อื่นชนะ ผู้นั้นชื่อว่ามีเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง และ ไม่มีเวรกับใคร ๆ
128 ผู้ไม่โกรธ ฝึกตนแล้ว เป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ หลุดพ้นเพราะรู้ชอบ สงบระงับ และ คงที่ จะมีความโกรธมาแต่ไหน
129 มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมทางกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้น ย่อมไปสู่สถานไม่จุติ ที่ไปแล้วไม่ต้องเศร้าโศก
130 ผู้ใดตัดความข้องทั้งปวงแล้ว บรรเทาความกระวนกระวายใจได้, ผู้นั้นถึงความสงบใจ เป็นผู้สงบระงับ ย่อมอยู่เป็นสุข
131 ถ้าเป็นผู้มีอินทรีย์สมบูรณ์ สงบและยินดีในทางสงบแล้ว จึงชื่อว่าชนะมาร พร้อมทั้งพาหนะ ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด
132 ผู้ที่มารดาบิดาเลี้ยงมาโดยยากอย่างนี้ ไม่บำรุงมารดาบิดา ประพฤติผิดในมารดาบิดาย่อมเข้าถึงนรก
133 ความโกรธเกิดขึ้นแก่คนโง่เขลาไม่รู้แจ้ง เพราะความแข่งดี เขาย่อมถูกความโกรธนั้นแลเผา
134 ผู้ไม่สันโดษด้วยภริยาของตน ย่อมซุกซนในหญิงแพศยา และประทุษร้ายภริยาของคนอื่น นั่นเป็นเหตุแห่งความเสื่อม
135 คนไม่มีโชค มีศิลป์หรือไม่มีศิลป์ก็ตาม ขวนขวายรวบรวมทรัพย์ใดไว้ได้เป็นอันมาก ส่วนคนมีโชค ย่อมบริโภคทรัพย์เหล่านั้น
136 ราคะ โทสะ และอวิชชา อันผู้ใดหลุดพ้นแล้ว, ผู้นั้นเป็นผู้คงที่ มีสายล่ามขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูก ย่อมไม่ติดในที่นั้น
137 นรชนผู้กำหนัดในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่นในกาม ทำบาปทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงทุคคติ
138 ผู้ใดมักโกรธ ผูกโกรธไว้ ลบหลู่เขาด้วยความชั่ว มีความเห็นวิบัติ มีมายา พึงรู้ว่าคนนั้นเป็นคนเลว
139 บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงผู้นิ่งทางกาย นิ่งทางวาจา นิ่งทางใจ ไม่มีอาสวะ ถึงพร้อมด้วยปัญญา ผู้ละสิ่งทั้งปวงได้ ว่าเป็นมุนี
140 บุคคลไม่ควรนิยมการกล่าวคำเท็จ ไม่ควรทำความเสน่หาในรูปโฉม ควรกำหนดรู้มานะ และ ประพฤติงดเว้นจากความผลุนผลัน
141 บุรุษจะเป็นบัณฑิตในที่ทั้งปวงก็หาไม่, แม้สตรีก็เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉียบแหลมในที่นั้น ๆ ได้เหมือนกัน
142 ผู้ตั้งใจประพฤติตนเป็นคนโสด เขารู้กันว่าเป็นบัณฑิต, ส่วนคนโง่ฝักใฝ่ในเมถุน ย่อมเศร้าหมอง
143 คนเขลาคิดว่าเรามีบุตร เรามีทรัพย์ เขาจึงเดือนร้อน ที่แท้ตนของตนก็ไม่มี จะมีบุตร มีทรัพย์มาแต่ไหนเล่า
144 ผู้ใดไม่มีความอาลัย รู้แล้ว หาความสงสัยมิได้ เราเรียกผู้หยั่งลงสู่อมตะบรรลุประโยชน์แล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์
145 คนเหล่าใดเขลา มีปัญญาทราม มีความคิดเลว ถูกความหลงปกคลุม, คนเช่นนั้น ย่อมติดเครื่องผูกอันมารทอดไว้นั้น
146 บัณฑิตกล่าวถึงผู้มีกายสะอาด มีวาจาสะอาด มีใจสะอาด ไม่มีอาสวะ ถึงพร้อมด้วยความสะอาดล้างบาปแล้ว ท่านว่าเป็นผู้สะอาด
147 ท่านทั้งหลายจงดำเนินตามทางที่สร่างความเมา บรรเทาความโศก เปลื้องสงสาร เป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวง โดยความเคารพ
148 ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล คนเขลายังเข้าใจว่ามีรสหวาน แต่บาปให้ผลเมื่อใด คนเขลาย่อมประสบทุกข์เมื่อนั้น
149 ผู้เป็นคนขัดเคืองเหนียวแน่น ปรารถนาลามก ตระหนี่ โอ้อวด ไม่ละอาย และ ไม่เกรงกลัวบาป พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
150 บัณฑิตไม่ศึกษา เพราะอยากได้ลาภ, ไม่ขุ่นเครือง เพราะเสื่อมลาภ, ไม่ยินดียินร้ายเพราะตัณหา และ ไม่ติดในรสทั้งหลาย
151 เมื่อสัตบุรุษให้สิ่งที่ให้ยาก ทำกรรมที่ทำได้ยาก, อสัตบุรุษย่อมทำตามไม่ได้ เพราะธรรมของสัตบุรุษ ยากทีอสัตบุรุษจะประพฤติตาม
152 บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่ แต่เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐเพราะการกระทำ
153 คนเหล่าใด อันเทวทูตตักเตือนแล้วยังประมาทอยู่ คนเหล่านั้นเข้าถึงกายอันเลว ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน
154 บัณฑิตขัดขวางโจรผู้นำของไป, ส่วนสมณะนำไปย่อมเป็นที่รัก, บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับสมณะผู้มาบ่อย ๆ
155 ผู้มีปรีชาได้โภคะแล้ว ย่อมสงเคราะห์หมู่ญาติ, เพราะการสงเคราะห์นั้น เขาย่อมได้เกียรติ ละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
156 สัตบุรุษย่อมปรากฎได้ในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์ อสัตบุรุษถึงนั่งอยู่ในที่นี้ก็ไม่ปรากฎ เหมือนกับลูกศรที่ยิงไปกลางคืน
157 ผู้ถูกมานะหลอกลวง เศร้าหมองอยู่ในสังขาร ถูกลาภและความเสื่อมย่ำยี ย่อมไม่ลุถึงสมาธิ
158 ผู้ใดเห็นศีล ปัญญา และสุตะ ในตน, ผู้นั้นย่อมประพฤติประโยชน์ตน และ ผู้อื่นทั้ง 2 ฝ่าย
159 ผู้ใดมีสติเฉพาะหน้า เจริญเมตตาไม่มีประมาณ, สังโยชน์ของผู้เห็นความสิ้นแห่งอุปธินั้นย่อมเบาบาง
160 ความปรารถนาลามก ไม่ละอาย ไม่เอื้อเฟื้อ เพราะเหตุใด, เขาย่อมสร้างบาป เพราะเหตุนั้น เขาไปสู่อบายเพราะเหตุนั้น
161 ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ไปสู่แว้นแคว้น ตำบล หรือ เมืองหลวงใด ๆ ก็ตาม ย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง
162 ผู้มีปัญญาเหล่าใด ประกอบด้วยศึล ยินดีในความสงบด้วยปัญญา ผู้มีปัญญาเหล่านั้น เว้นไกลจากความชั่วแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
163 มารดาบิดา ท่านว่าเป็นพรหม เป็นบูรพาจารย์ เป็นที่นับถือของบุตร และเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร
164 ผู้ใดมีความสัตย์ มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม และมีความข่มใจ ผู้นั้นแลชื่อว่าผู้มีปัญญา
        หมดมลทิน เขาเรียกท่านว่า เถระ
165 กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว ไม่ใยดีในกามแม้เป็นทิพย์
166 ผู้ไม่ระเริงในอารมณ์ที่ชอบใจ ไม่ประกอบในความดูหมิ่น เป็นผู้ละเอียดเฉียบแหลม ย่อมไม่เชื่อง่าย ไม่หน่ายแหนง
167 สมณะภายนอกไม่มี, สังขารเที่ยงไม่มี, ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี, เหมือนรอยเท้าในอากาศ
168 ผู้มีสติย่อมหลีกออก ท่านไม่ยินดีในที่อยู่ ท่านย่อมละที่อยู่ได้ ดุจหงส์ละเปือกตมไปฉะนั้น
169 พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในที่ใด คือบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อมเป็นภูมิน่ารื่นรมย์
170 คนทรามปัญญาได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติแต่การอันไม่เกิดคุณค่าแก่ตน ปฏิบัติแต่ในทางที่เบียดเบียน ทั้งตน และ คนอื่น
171 เหตุอย่างหนึ่ง ทำให้คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญ เหตุอย่างเดียวกันนั้น ทำให้อีกคนหนึ่งได้รับการนินทา
172 แผ่นดินนี้ ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกันทั้งหมด ได้ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ฉันนั้น
173 ผู้ใด วิญญูชนพิจารณาดูอยู่ทุกวัน ๆ แล้วกล่าวสรรเสริญ ผู้นั้น ใครเล่าจะควรติเตียนเขาได้
174 คนที่ถูกนินทาอย่างเดียว หรือ ได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่เคยมีมา แล้วจักไม่มีต่อไป ถึงในขณะนี้ก็ไม่มี
175 คนจะชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ เพียงเพราะมีผมหงอกก็หาไม่ ถึงวัยของเขาจะหง่อม ก็เรียกว่าแก่เปล่า
176 สิ่งเดียวกันนั่นแหละดีสำหรับคนหนึ่ง แต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งใด ๆ มิใช่ว่าจะดีไปทั้งหมด
        และ ก็มิใช่จะเสียไปทั้งหมด
177 บุคคล รู้แจ้งธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จากผู้ใด พึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพ
        เหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ฉะนั้น
178 ผู้มีปัญญาเหล่าใด ขวนขวายในฌาน ยินดีในความสงบ อันเกิดจากเนกขัมมะ เทวดาทั้งหลายก็พอใจ ต่อผู้มีปัญญา
        ผู้รู้ดีแล้ว และ ผู้มีสติเหล่านั้น
179 ผู้ประกอบตนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ และ ไม่ประกอบตนในสิ่งที่ควรประกอบ ละประโยชน์เสียถือตามชอบใจ
        ย่อมเป็นที่กระหยิ่มต่อผู้ประกอบตนเนือง ๆ
180 ผู้ใดทำ ราคะ โทสะ มานะ และ มักขะ ให้ตกไป เหมือนทำให้เมล็ดผักกาดตกจากปลายเหล็กแหลม, เราเรียกผู้นั้นว่าพราหมณ์
181 การบำเพ็ญประโยชน์โดยไม่ฉลาดในประโยชน์ จะนำความสุขมาให้ไม่ได้เลย ผู้มีปัญญาทราม ย่อมพร่าประโยชน์
        ดุจลิงเฝ้าสวนฉะนั้น
182 บุคคลถึงความสำเร็จแล้ว (พระอรหันตผล) ไม่สะดุ้ง ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลศเครื่องยั่วยวน ตัดลูกศรอันจะนำไปสู่ภพได้แล้ว
        ร่างกายนี้จึงชื่อว่ามีในที่สุด
183 กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณจาล และ คนงานชั้นต่ำทั้งปวง สงบเสงี่ยมแล้ว ฝึกตนแล้ว ก็ปรินิพพานเหมือนกันหมด
184 ผู้ดับกิเลสได้แล้วหมดความหวั่นไหวนั้นรู้ที่สุด ทั้ง 2 แล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา, เราเรียกผู้นั้นว่า
        เป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นละตัณหา เครื่องเย็บร้อยใจในโลกนี้ได้แล้ว
185 ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าของเรา ในนามรูปโดยประการทั้งปวง และ ผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่,
        ผู้นั้นแลท่านเรียกว่าภิกษุ
186 นรชนใดไม่เชื่อ (ตามเขาว่า) รู้จักพระนิพพาน อันอะไร ๆ ทำไม่ได้ ตัดเงื่อนต่อได้ มีโอกาสอันขจัดแล้ว และ
        คายความหวังแล้ว, ผู้นั้นแล เป็นบุรุษสูงสุด
187 ผู้ติดใจในการบริโภคกาม ยินดีหมกมุ่นในกามทั้งหลาย ย่อมไม่รู้สึกซึ่งความถลำตัว
        เหมือนปลาถลันเข้าลอบที่เขาดักไว้ไม่รู้สึกตัว ฉะนั้น
188 ผู้ฉลาดหลักแหลม แสดงเหตุและไม่ใช้เหตุได้แจ่มแจ้ง และ คาดเห็นผลประจักษ์ ย่อมเปลี้องตน (จากทุกข์)
        ได้ฉับพลัน อย่ากลัวเลย เขาจักกลับมาได้
189 ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อยู่อย่างนี้ ความกลัว ความครั้นคร้าม
        ขนพองสยองเกล้าจักไม่มี
190 ผู้ใดละมานะ มีตนตั้งมั่นดีแล้ว มีใจดี หลุดพ้นในที่ทั้งปวง อยู่ในป่าคนเดียว เป็นผู้ไม่ประมาท, ผู้นั้นพึงข้ามฝั่งแห่งแดนมฤตยู
191 ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษ และ ของสัตบุรุษ ทั้งภายใน ทั้งภายนอก มีเทวดา และ มนุษย์บูชาในโลกทั้งปวง
        ผู้นั้นจึงล่วงข่ายคือเครื่องข้องได้ และ เป็นมุนี
192 ภิกษุไม่ควรหวั่นไหวเพราะนินทา ได้รับสรรเสริญ ก็ไม่ควรเหิมใจ พึงบรรเทาความโลภกับความตระหนี่ ความโกรธ
        และ ความส่อเสียดเสีย
193 คนบางจำพวกเหล่าใดไม่สำรวมในกาม ยังไม่ปราศจากราคะ เป็นผู้บริโภคกามในโลกนี้, คนเหล่านั้นถูกตัณหาครอบงำ
        ลอยไปตามกระแส (ตัณหา) ต้องเป็นผู้เข้าถึงชาติชราร่ำไป
194 โจรผู้มีความชั่ว ถูกเขาจับได้ซึ่งหน้า ย่อมเดือนร้อนเพราะกรรมของตนฉันใด ประชาชนผู้มีความชั่ว ละไปแล้ว
        ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนในโลกหน้าฉันนั้น
195 บัณฑิตละราคะ โทสะ และ โมหะ ทำลายสังโยชน์ได้แล้ว ย่อมไม่หวาดเสียวในการสิ้นชีวิต, พึงเที่ยวไปผู้เดียว
        เหมือนนอแรด ฉะนั้น
196 เพราะนักปราชญ์มีสติตั้งมั่นในธรรมวินัยนี้ ไม่เสพกามและบาป พึงละกามพร้อมทั้งทุกข์ได้ ท่านจึงกล่าวบุคคลนั้นว่า
        ผู้ไปทวนกระแส
197 บัณฑิต ย่อมไม่ประพฤติกรรมชั่ว เพราะเหตุแห่งสุขเพื่อตน, สัตบุรุษอันทุกข์ถูกต้องแม้พลาดพลั้งไป ก็ไม่ยอมละธรรม
        เพราะฉันทาคติ และ โทสาคติ
198 ผู้ฉลาดละเครื่องกั้นจิต 5 ประการ กำจัดอุปกิเลสทั้งหมด ตัดรักและชังแล้ว อันตัณหา และทิฏฐิอาศัยไม่ได้
        พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น
199 เราคิดค้นหาทุกทิศแล้ว ก็ไม่พบผู้อื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหน ๆ , ถึงผู้อื่นก็มีตนเป็นที่รักมากอย่างนี้
        เพราะฉะนั้นผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
200 ผู้ไม่ละโมภ ไม่อำพราง ไม่กระหาย ไม่ลบหลู่ ขจัดโมหะ ดุจน้ำฝาดแล้ว ไม่มีความมุ่งหวัง ครอบงำโลกทั้งหมด
        ควรเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด
201 ผู้ใดปราศจากการติดในกามทั้งปวง ล่วงฌานอื่นได้แล้ว อาศัยอากิญจัญญายตนฌาน น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อันประเสริฐ
        ผู้นั้นจะพึงอยู่ในอากิญจัญญานตนฌานนั้น ไม่มีเสื่อม
202 เมื่อใดบัณฑิตรู้ว่าชรา และ มรณะเป็นทุกข์ กำหนดรู้ทุกข์ ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งปุถุขน มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น
        ย่อมไม่ประสบความยินดีที่ยิ่งกว่านั้น
203 คนใดมีท้องพร่อง ย่อมทนความหิวได้ ผู้ฝึกตน มีความเพียร กินดื่มพอประมาณ ไม่ทำบาป เพราะอาหาร ท่านเรียกคนนั้นแล
        ว่าสมณะในโลก
204 ผู้มีปัญญานั้น ย่อมเล็งเห็นกามคุณ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นโรค, ผู้เห็นอย่างนี้ ย่อมละความพอใจในกาม
        อันเป็นทุกข์ เป็นภัยใหญ่ได้
205 บุคคลไม่ควรทำบาปซึ่งเป็นเครื่องกังวลในโลกทั้งปวง ด้วยกาย วาจา หรือด้วยใจ มีสติสัมปชัญญะ ละกามทั้งหลายได้แล้ว
        ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์
206 ผู้ใดพิจารณาเห็นความยิ่งและหย่อนในโลกแล้ว ไม่มีความหวั่นไหวในอารมณ์ไหน ๆ ในโลก, เรากล่าวว่า ผู้นั้นเป็นผู้สงบ
        ไม่มีกิเลสดุจควันไฟ ไม่มีทุกข์ ปราศจากตัณหา ข้ามชาติชราได้
207 ผู้ติดในส่งที่ยึดถือว่าของเรา ย่อมละความโศกเศร้า ความรำพัน และ ความตระหนี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น
        มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอดภัย จึงละความยึดถือไปได้
208 ผู้ใด ระมัดระวังอินทรีย์เหล่านั้น รู้จักอินทรีย์ 6 ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความซื่อตรง และ ความอ่อนโยน
        ล่วงกิเลสเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมด เที่ยวไป, ผู้นั้น เป็นธีรชน ย่อมไม่ติดในสิ่งที่เห็นแล้ว และ ได้ฟังแล้ว
209 ผู้ปราศจากราคะ และกำจัดโทสะได้แล้วนั้น พึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณ ผู้นั้น งดอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว
        ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงสถานอันประเสริฐ
210 คนผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็นอารมณ์ อันประจวบด้วยความฝันฉันใด คนผู้อยู่ ย่อมไม่เห็นชน อันตนรักทำกาละล่วงไปแล้วฉันนั้น
211 ผู้ใดมีจิตคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของพระชินเจ้า ผู้นั้นชื่อว่าให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไป ทำให้แจ้งซึ่งอกุปปธรรม,
        บรรลุความสงบอย่างยิ่ง ไม่มีอาสวะ ย่อมดับสนิท
212 เมื่อเกิดเหตุร้ายแรง ย่อมต้องการคนกล้าหาญ เมื่อเกิดข่าวตื่นเต้น ย่อมต้องการคนหนักแน่น เมื่อมีข้าวน้ำบริบูรณ์
        ย่อมต้องการคนที่รัก เมื่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้ง ย่อมต้องการบัณฑิต
213 ขุมกำลังของคนพาล คือการจ้องหาโทษของคนอื่น ขุมกำลังของบัณฑิต คือการไตร่ตรองโดยพินิจ
214 ผู้ครองเรือนขยัน ดีข้อหนึ่ง มีโภคทรัพย์แล้วแบ่งปัน ดีข้อสอง ถึงทีได้ผลสมหมาย ไม่มัวเมา ดีข้อสาม ถึงคราวสูญเสียประโยชน์
        ไม่หมดกำลังใจ ดีครบสี่
215 คฤหัสถ์ชาวบ้าน เกียจคร้าน ไม่ดี บรรพชิตไม่สำรวม ไม่ดี ผู้ครองแผ่นดินไม่ใคร่ครวญก่อนทำ ไม่ดี บัณฑิตมักโกรธ ไม่ดี
216 คนนั่งนิ่ง เขาก็นินทา คนพูดมาก เขาก็นินทา แม้แต่คนพูดพอประมาณ เขาก็นินทา คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
217 ผู้ใดใช้ทรัพย์จำนวนพันประกอบพิธีบูชาทุกเดือน สม่ำเสมอ ตลอดเวลาร้อยปี การบูชานั้นจะมีค่ามากมายอะไร
        การยกบูชาบุคคลที่อบรมตนแล้ว คนหนึ่งแม้เพียงครู่เดียวประเสริฐกว่า
218 มิใช่การประพฤติตนเป็นชีเปลือย มิใช่การเกล้าผมทรงชฎา มิใช่การบำเพ็ญตบะ นอนในโคลนตม มิใช้การอดอาหาร
        มิใช่การนอนกับดิน มิใช่การเอาฝุ่นทาตัว มิใช่การตั้งท่านั่งดอก ที่จะทำคนให้บริสุทธิ์ได้ ในเมื่อความสงสัยยังไม่สิ้น
219 ส่วนผู้ใด ถึงจะตกแต่งกาย สวมใส่อาภรณ์ แต่หากประพฤติชอบ เป็นผู้สงบ ฝึกอบรมตนแน่วแน่
        เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ เลิกละการเบียดเบียนปวงสัตว์ทั้งหมดแล้ว ผู้นั้นแล จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์
        เป็นสมณะ หรือ เป็นภิกษุ ก็ได้ทั้งสิ้น

 


  3 ก.พ. 2551 09:11 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.173.0

     หมวด 3 หมวดการศึกษา

1 ความมีปัญญา ย่อมรู้ได้จากการสนทนา
2 บิดามารดาพึงให้บุตรเรียนศิลปวิทยา
3 สรรพวิทยา ควรเรียนรู้ให้หมด
4 ปัญญา ย่อมเกิดเพราะการฝึกฝน
5 ปัญญานั่นแหละ ประเสริฐกว่าทรัพย์
6 ผู้ตั้งใจศึกษา ย่อมได้ปัญญา
7 ปัญญา เปรียบเสมือนเครื่องประดับแห่งตน
8 ปัญญา เป็นแสงสว่างในโลก
9 คนโง่ มักตกอยู่ในอำนาจแห่งมาร
10 คนไม่พินิจพิจารณา เป็นคนไม่มีปัญญา
11 แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา นั้นไม่มี
12 คนย่อมเห็นแจ้งเนื้อความอย่างเด่นชัดด้วยปัญญา
13 คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา
14 คนไร้ปัญญา ไม่มีความพินิจพิจารณา
15 ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยา ดีทั้งนั้น
16 คนมีปัญญา เมื่อถึงคราวตกทุกข์ ก็ยังหาสุขได้
17 คนเรียนน้อย เจริญแต่เนื้อหนังมังสา
18 มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ปราชญ์กล่าวว่าประเสริฐสุด
19 คนเรียนน้อย แก่เปล่า เหมือนโคถึก
20 คนเรียนน้อย ปัญญาย่อมไม่พัฒนา
21 ปัญญาเป็นเครื่องปกครองคน
22 พึงพินิจพิจารณาเรื่องราวโดยรอบคอบ
23 ผู้รู้จักประโยชน์แล้ว ย่อมนำสุขมาให้
24 คนมีปัญญาประเสริฐกว่า คนโง่ที่มียศ
25 ในหมู่มนุษย์ คนที่ประเสริฐ คือคนที่ฝึกแล้ว
26 ความไม่รู้ เป็นมลทินร้ายที่สุด
27 เมื่ออ่อนปัญญา ช่องทางวิบัติก็เกิดได้มหันต์
28 บัณฑิตไม่ศึกษา เพราะอยากได้ลาภ
29 คนไม่มีศิลปวิทยา เป็นอยู่ยาก
30 สักวันหนึ่ง ความรู้ที่เรียนมาจะให้ประโยชน์
31 คนมีปัญญา ถึงไร้ทรัพย์ ก็ยังดำรงอยู่ได้
32 ปราชญ์กล่าวว่าปัญญา ประเสริฐสุด
33 บรรดาความอิ่มทั้งหลาย อิ่มปัญญาประเสริฐสุด
34 ปัญญาเป็นเครื่องตรวจสอบสิ่งที่ได้เรียนมา
35 คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา
36 สิ่งที่ควรศึกษา ก็พึงศึกษาเถิด
37 บรรดาสิ่งที่งอกงามขึ้นมา วิชาความรู้ประเสริฐสุด
38 ปัญญาช่วยให้รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์
39 ความรู้ที่เรียนมา เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา
40 การใฝ่ใจศึกษา เป็นเครื่องพัฒนาความรู้
41 พึงเป็นคนชอบไตร่ถามเพื่อหาความรู้
42 บรรดาสิ่งที่โรยราร่วงหายทั้งหลาย ความไม่รู้หมดไปได้เป็นดีที่สุด
43 คนมีปัญญาย่อมงอกงาม ดังพืชในนาที่งอกงามด้วยน้ำฝน
44 อัสดร อาชาไนย สินธพ กุญชร และช้างหลวง ฝึกดีแล้ว ล้วนดีเลิศ แต่คนฝึกตนแล้ว ประเสริฐยิ่งกว่านั้น
45 ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยา ไม่ว่าอย่างไหนๆให้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น
46 คนที่สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติ เป็นผู้ประเสริฐสุดทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา
47 เล่าเรียนสำเร็จวิทยา ก็ย่อมได้เกียรติ แต่ฝึกอบรมด้วยจริยธรรมแล้วต่างหาก จึงจะสบสันติสุข
48 คนเราถึงมีชาติกำเนิดต่ำ แต่หากขยันหมั่นเพียรมีปัญญา ประกอบด้วยอาจาระและศีล ก็รุ่งเรืองได้เหมือนไฟถึงอยู่ในคืนมืด
     ก็สว่างไสว
49 ความใฝ่เรียนสดับ เป็นเครื่องพัฒนาความรู้ ความรู้จากการเรียนสดับนั้น เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา บุคคลที่อยู่ด้วยปัญญา
     ก็รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ที่รู้จักแล้วก็นำสุขมาให้
50 ถ้าไม่มีพุทธิปัญญา แลมิได้ศึกษาระเบียบวินัย คนทั้งหลายก็จะดำเนินชีวิต เหมือนดังกระบือบอดในกลางป่า
51 อันความรู้ ควรเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าต่ำ สูง หรือปานกลาง ควรรู้ความหมาย เข้าใจทั้งหมด แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่าง
     วันหนึ่งจะถึงเวลาที่ความรู้นั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์

 


  3 ก.พ. 2551 09:14 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.173.0

   หมวด 4 หมวดวาจา

1 คนมีปัญญา แม้มีปัญหา และถูกผูกมัดอยู่ พอพูดในเรื่องใดก็หลุดได้ในเรื่องนั้น
2 วาจาเช่นเดียวกับใจ
3 ไม่ควรเปล่งวาจาที่ชั่วเลย
4 คนพาลที่ยังไม่ถูกผูกมัด แต่พอพูดในเรื่องใด ก็ถูกผูกมัดในเรื่องนั้น
5 คนกล่าววาจาชั่วย่อมเดือดร้อน
6 ควรกล่าวแต่วาจาที่น่าพอใจ
7 คนโกรธมีวาจาหยาบ
8 คำสัตย์แลเป็นวาจาที่ไม่ตาย
9 คนพูดไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก
10 ควรเปล่งวาจางาม
11 ควรเปล่งวาจาไพเราะ ที่มีประโยชน์
12 พูดดี เป็นมงคลอย่างสูงสุด
13 พูดอย่างใด ควรทำอย่างนั้น
14 ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน
15 ในกาลไหนๆ ก็ไม่ควรกล่าววาจาไม่น่าพอใจ
16 เปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ
17 ระมัดระวังวาจา เป็นความดี
18 ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ
19 วาจาสุภาษิต ย่อมมีผลแก่ผู้ปฎิบัติ เหมือนดังดอกไม้งาม ที่มีทั้งสีสวย และกลิ่นอันหอม
20 คนเกิดมาชื่อว่ามีขวานเกิดติดปากมาด้วย สำหรับให้คนพาลใช้ฟันตนเอง ในเวลาพูดคำชั่ว
21 ไม่ควรพูดจนเกินกาล ไม่ควรนิ่งเสมอไป ควรกล่าววาจาที่ไม่ฟั่นเฝือ ควรกล่าวให้พอดีๆ เมื่อถึงเวลา
22 คนใดเมื่อถูกอ้างเป็นพยาน เบิกความเท็จ เพราะตนก็ด ีเพราะผู้อื่นก็ดี เพราะทรัพย์ก็ดี พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
23 พึงเปล่งวาจางามเท่านั้น ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วเลย การเปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ คนเปล่งวาจาชั่วย่อมเดือดร้อน
24 คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย นั่นเป็นธรรมเก่า สัตบุรุษ ทั้งหลายเป็นผู้ตั้งมั่นในคำสัตย์ที่เป็นอรรถ และเป็นธรรม
25 ไม่ควรพูดจนเกินกาล ไม่ควรนิ่งเสมอไป เมื่อถึงเวลาควรพูดพอประมาณ ไม่ฟั่นเฝือ
26 คนเขลา เมื่อกล่าวในเรื่องใดไม่ถูกผูก ก็ติดในเรื่องนั่น คนฉลาด เมื่อกล่าวในเรื่องใด แม้ถูกผูก ก็หลุดในเรื่องนั่น
27 ผู้ใดไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่รำคาญ พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นมุนี มีวาจาสำรวมแล้ว
28 ควรกล่าววาจาที่น่ารักอันผู้ฟังยินดีเท่านั้น เพราะคนดีไม่นำพาคำชั่วของผู้อื่น คนดีจะกล่าวแต่คำไพเราะ
29 บุคคลพึงกล่าววาจา ที่ไม่เป็นเหตุยังตนให้เดือดร้อน และไม่เป็นเหตุเบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแล เป็นสุภาษิต
30 ถ้ามีวาจาที่ประกอบด้วยข้อความแม้ตั้งพัน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์แล้ว ข้อความที่เป็นประโยชน์เพียงบทเดียว ที่ฟังแล้วสงบระงับได้
     ย่อมประเสริฐกว่า
31 จะทำสิ่งใดพึงพูดสิ่งนั้น สิ่งใดไม่ทำไม่พึงพูดถึง บัณฑิตย่อมจะหมายเอาได้ว่า คนไม่ทำดีแต่พูด
32 บุคคลทำสิ่งใดควรพูดสิ่งนั้น ไม่ทำสิ่งใดไม่ควรพูดสิ่งนั้น บัณฑิตย่อมกำหนดรู้คนที่ไม่ทำ ได้แต่พูด
33 พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด ย่อมเป็นคำปลอดภัย เพื่อบรรลุพระนิพพาน และเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ พระวาจานั้นแล
     เป็นสูงสุดแห่งวาจาทั้งหลาย
34 ผู้ใดสรรเสริญคนควรติ หรือติคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นย่อมเก็บโทษของตนไว้ด้วยปาก เขาไม่ได้สุขเพราะโทษแห่งปากนั้น
35 ผู้มีภูมิปัญญาย่อมไม่พูดพล่อยๆ เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง ผู้นั้นย่อมมีผู้บูชา ในท่ามกลางชุมชน
     ภายหลังเขาย่อมไปสู่สุคติ
36 ผู้ใด พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดใจ ไม่หยาบคาย เป็นเครื่องให้รู้ความได้และเป็นคำจริง
     เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

 


  3 ก.พ. 2551 09:15 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.173.0

     หมวด 5 หมวดอดทน

1 ความอดทน เป็นตปะ (ตบะ) ของผู้พากเพียร
2 ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข
3 ความอดทน เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์
4 ขันติคือความอดทน เป็นตบะอย่างยิ่ง
5 ความอดทน เป็นกำลังของนักพรต
6 ความอดทน ห้ามไว้ได้ซึ่งความผลุนผลัน
7 สมณพราหมณ์ มีความอดทนเป็นกำลัง
8 ผู้มีความอดทน ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุคคลอื่น
9 ความอดทน ย่อมตัดแห่งบาปทั้งสิ้น ผู้มีขันติชื่อว่า ย่อมขุดรากแห่งความติเตียนและการทะเลาะกันได้ เป็นต้น
10 ผู้มีความอดทนนับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีความอดทน ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
11 ผู้มีความอดทน ชื่อว่านำประโยชน์มาใหทั้งแก่ตนทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีความอดทน ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และไปนิพพาน

 


  3 ก.พ. 2551 09:16 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.173.0

                              หมวด 6 หมวดความเพียร

1 อย่าปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์
2 คนไม่ประมาท ไม่มีวันตายในกาลอันไม่ควรตาย
3 คนที่ผลัดวันประกันพรุ่งนี้ ย่อมเสื่อม ยิ่งผลัดวันมะรืนนี้ ก็ยิ่งเสื่อม
4 ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตายในกาลยังควรไม่ตาย
5 คนไม่เกียจคร้าน ย่อมพบแต่ความสุข
6 คนขยัน พึงไม่ให้ประโยชน์ที่มาถึงแล้วผ่านไปโดยเปล่า
7 จงมีความพยายามในหน้าที่ของตน
8 ประโยชน์ย่อมไม่สำเร็จโดยชอบแก่ผู้ทำโดยเบื่อหน่าย
9 คนประมาท เปรียบเสมือนคนตายแล้ว
10 ที่ควรช้า จงช้า ที่ควรเร่ง จงเร่ง
11 ทำงานไม่คั่งค้าง เป็นอุดมมงคล
12 ค่อย ๆ ตั้งตัว เหมือนค่อย ๆ ก่อไฟจากกองน้อย
13 คนผลัดวันประกันพรุ่ง มีแต่จะเกิดความเสื่อม
14 คนพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร
15 ค่อย ๆ เก็บรวบรวมทรัพย์ ดังปลวกก่อจอมปลวก
16 การงานใด ๆ ที่ย่อหย่อน ย่อมไม่มีผลมาก
17 พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง
18 ไม่พึงหาทรัพย์ด้วยการคดโกง
19 จงทำงานให้สมกับอาหารที่บริโภค
20 ประโยชน์งามตรงที่ความพยายามสำเร็จ
21 ไม่พึงวิตกกังวลถึงอนาคต
22 พึงระแวงสงสัยสิ่งที่ควรระแวงสงสัย
23 ฤกษ์ยามและดวงดาว จักช่วยอะไรได้
24 ความคืนผ่านไป ๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่
25 พึงบากบั่นทำการให้มั่นคง
26 อย่ารำพึงถึงความหลัง อย่ามัวหวังถึงอนาคต
27 คนขยัน ได้ความสงบใจ
28 อย่ามัวประมาทอยู่เลย
29 ไม่ควรให้แต่ละวันผ่านไปเปล่า
30 รีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้
31 ถ้าจะทำ ก็ควรทำให้จริง
32 ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
33 บัณฑิต ไม่ควรท้อแท้
34 โภคทรัพย์ มิใช่มีมาได้ด้วยเพียงคิดเอา
35 ไม่พึงหวนคำนึงถึงอดีต
36 พึงแสวงหาทรัพย์โดยทางชอบธรรม
37 ใครเล่ารู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง
38 คนที่พากเพียรไม่หยุด เทว***็กีดกันไม่ได้
39 เกิดเป็นคน ควรพยายามเรื่อยไป
40 คนประมาท เสมือนคนตายแล้ว
41 คนขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้
42 ประโยชน์ เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง
43 เกิดเป็นคน ควรมีความหวังเรื่อยไป
44 เมื่อต้องการความสุข ไม่พึงสิ้นความหวัง
45 จงเตรียมการให้พร้อม สำหรับอนาคต
46 ประโยชน์ย่อมสำเร็จโดยชอบแก่ผู้ทำโดยไม่เบื่อหน่าย
47 ผู้ไม่ประมาท ควรทำความเพียรให้แน่วแน่
48 คนมีกิจธุระ ตั้งใจทำการงานให้เหมาะเจาะ ย่อมหาทรัพย์ได้
49 ไม่พึงขวนขวายในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
50 ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ประเสริฐกว่า
51 เมื่อทำหน้าที่ของลูกผู้ชายแล้ว จังไม่ต้องเดือนร้อนใจในภายหลัง
52 คนขยันทั้งคืนทั้งวัน จักไม่ซึมเซา เรียกว่าแต่ละวันมีแต่นำโชค
53 เป็นคนควรพยายามเรื่อยไป จนกว่าผลที่ปรารถนาจะสำเร็จ
54 รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตน ก็ควรรีบลงมือทำ
55 พึงประกอบการค้าที่ชอบธรรม
56 ผู้ปรารถนาประโยชน์ด้วยวิธีการอันผิด จะต้องเดือดร้อน
57 ทำเรื่อยไป ไม่ท้อถอย ผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย
58 ประโยชน์คือตัวฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้
59 ถ้ามัวล่าช้า ทำกิจล้าหลัง จะจมลงในห้วงอันตราย
60 จงทำประโยชน์ให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาท
61 อันความหวังในผล ย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้
62 คนฉลาดไม่ถูกเรื่อง ถึงจะพยายามทำประโยชน์ ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลให้เกิดสุข
63 การงานที่ทำโดยผลีผลาม ทำให้คนอ่อนปัญญาต้องเดือนร้อนภายหลัง
64 ประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี เช้าดี รุ่งอรุณดี
65 เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ จะน้อยหรือมาก ก็ให้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง
66 เมื่อความบากบั่นมีอยู่ บัณฑิตพึงเว้นบาปในโลกนี้เสีย เหมือนคนมีจักษุ เว้นเดินทางอันไม่สะดวกเรียบร้อย
67 ผู้ไม่สำคัญความหนาว และ ความร้อนให้ยิ่งไปกว่าหญ้าบุรุษเมื่อทำกิจ ย่อมไม่เสื่อมจากความสุข
68 ผู้ใดเกียจคร้าน มีความเพียรเลว พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี แต่ผู้ปรารถนาความเพียรมั่นคง มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้นั้น
69 ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก ผู้มีปกติเพ่งพินิจดำเนินไปแล้วจักพ้นจากเครื่องผูกของมาร
70 อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ เมื่อขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจ ความไม่ยินดี และ
     ความเมาอาหารนั้นได้ด้วยความเพียร
71 ผู้ขยันในหน้าที่การงาน ไม่ประมาท เข้าใจจัดการงาน เลี้ยงชีวิตพอสมควร จึงรักษาทรัพย์ที่หามาได้
72 คนมีปัญญา ถึงเผชิญอยู่กับความทุกข์ ก็ไม่ยอมสิ้นหวังที่จะได้ประสบความสุข
73 ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนได้ ด้วยต้นทุนแม้น้อย เหมือนคนก่อไฟน้อยขึ้นฉะนั้น
74 ควรทำวันคืนไม่ให้เปล่าจากประโยชน์น้อยหรือมาก เพราะวันคืนผ่านบุคคลใดไป ชีวิตของบุคคลนั้น ย่อมพร่องจากประโยชน์นั้น
75 เตรียมกิจสำหรับอนาคตให้พร้อมไว้ก่อน อย่าให้กิจนั้นบีบคั้นตัว เมื่อถึงเวลาต้องทำเฉพาะหน้า
76 เมื่อได้เพียรพยายามแล้ว ถึงจะตาย ก็ชื่อว่าตายอย่างไม่มีใครติเตียน ไม่ว่าในหมู่ญาติ หมู่เทวดา หรือว่าพระพรหมทั้งหลาย
77 สิ่งใดเป็นหน้าที่ กลับทอดทิ้งเสีย ไพล่ไปทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ คนเหล่านั้นมัวประมาทอยู่ ความหมักหมมภายในตัวเขา
     ก็พอกพูนยิ่งขึ้น
78 เป็นคนควรหวังเรื่อยไป บัณฑิตไม่ควรท้อแท้ เราเห็นประจักษ์มากับตนเอง เราปรารถนาอย่างใด ก็ได้สมตามนั้น
79 ผู้ที่ทำการงานลวก ๆ โดยมิได้พิจารณาใคร่ครวญให้ดี เอาแต่รีบร้อนพรวดพราดจะให้เสร็จ การงานเหล่านั้น
     ก็จะก่อความเดือนร้อนให้ เหมือนตักอาหารที่ยังร้อนใส่ปาก
80 ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้วปรารภความเพียร ตั้งตนไว้ในธรรม ในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก
81 คนที่ไม่รู้จักประโยชน์ตนว่า อะไรควรทำวันนี้ อะไรควรพรุ่งนี้ ใครตักเตือนก็โกรธ เย่อหยิ่ง ถือดีว่า ฉันเก่ง ฉันดี คนอย่างนี้
     เป็นที่ชอบใจของกาฬกิณี
82 ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านว่าเป็นภัย และ เห็นการปรารภความเพียรว่าปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด
     นี้เป็นพุทธานุศาสนี
83 คนใดไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน มีลมแดด เหลือบยุงก็ไม่หรั่น ทนหิวทนกระหายได้ทั้งนั้น ทำงานต่อเนื่องไปไม่ขาด ทั้งคืนวัน
     สิ่งที่เป็นประโยชน์มาถึงตามกาล ก็ไม่ปล่อยให้สูญเสียไป คนนั้นย่อมเป็นที่ชอบใจของสิริโชค สิริโชคจะพักพึงอยู่กับเขา
84 มัวรำพึงถึงความหลัง ก็มีแต่จะหดหาย มัวหวังวันข้างหน้า ก็มีแต่จะละลาย อันใดยังไม่มาถึง อันนั้นก็ยังไม่มี รู้อย่างนี้แล้ว
     เมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น คนฉลาดที่ไหนจะปล่อยให้หายไปเปล่า
85 ผู้ใดทำการโดยรู้ประมาณ ทราบชัดถึงกำลังของตน แล้วคิดการเตรียมไว้รอบคอบ ทั้งโดยแบบแผนทางตำรา
     ทั้งโดยการปรึกษาหารือ และโดยถ้อยคำที่ใช้พูดอย่างดี ผู้นั้นย่อมทำการสำเร็จ มีชัยอย่างไพบูลย์

 


  3 ก.พ. 2551 20:05 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.175.178

   หมวด 7 หมวดความโกรธ


1 ผู้โกรธ ย่อมไม่เห็นธรรม
2 พึงตัดความโกรธด้วยความข่มใจ
3 ความโกรธเป็นดังสนิมศัสตราในโลก
4 ผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมไม่มีที่พำนักสักนิดเดียว (เพราะความโกรธได้เข้าพำนักหมดสิ้นแล้ว)
5 ความโกรธย่อมทำจิตให้กำเริบ
6 ผู้โกรธ ย่อมไม่รู้อรรถ
7 ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนมีปัญญาทราม
8 ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข
9 พึงตัดความโกรธด้วยปัญญา
10 ผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมละกุศลเสีย
11 ผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์
12 ผู้เกิดความโกรธแล้ว เป็นผู้ฉิบหาย
13 คนมักโกรธ ย่อมมีผิวพรรณเศร้าหมอง
14 ผู้มืนเมาด้วยความโกรธ ย่อมถึงความไร้ยศศักดิ์
15 ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมนย่อมเกิดมีขึ้นเมื่อนั้น
16 ผู้โกรธจะผลาญสิ่งใด สิ่งนั้นทำยากก็เหมือนทำง่าย
17 ความโกรธก่อความพินาศ
18 ฆ่าความโกรธได้ ไม่โศกเศร้า
19 คนมักโกรธ ย่อมอยู่เป็นทุกข์
20 โทสะมีความโกรธเป็นสมุฏฐาน
21 ความโกรธน้อยแล้วมาก มักเกิดจากความไม่อดทน จึงทวีขึ้น
22 ความผิดเสมอด้วยโทสะไม่มี
23 ความโกรธไม่ดีเลย
24 อย่าลุแก่อำนาจความโกรธ
25 ผู้โกรธ ย่อมฆ่ามารดาของตนได้
26 ญาติมิตรและสหาย ย่อมหลีกเลี่ยงคนมักโกรธ
27 ภายหลังเมื่อความโกรธหายแล้ว เขาย่อมเดือดร้อน เหมือนถูกไฟไหม้
28 คนมักโกรธถือเอาประโยชน์แล้ว กลับประพฤติไม่เป็นประโยชน์

 


  3 ก.พ. 2551 20:06 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.175.178

   หมวด 8 หมวดการชนะ


1 การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง
2 รสแห่งธรรมะ ย่อมชนะรสทั้งปวง
3 ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง
4 พึงชนะคนพูดปดด้วยคำจริง
5 พึงชนะคนตระหนึ่ด้วยการให้
6 ผู้ชนะย่อมก่อเวร
7 พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี
8 พึงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ
9 ความชนะใด ที่ชนะแล้ว ไม่กลับแพ้ ความชนะนั้นดี
10 ความยินดีในธรรมะ ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง
11 ความชนะใด ที่ชนะแล้ว กลับแพ้ได้ ความชนะนั้นไม่ดี

 


  3 ก.พ. 2551 20:07 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.175.178

   หมวด 9 หมวดความประมาท

1 ความประมาท เป็นทางแห่ง ความตาย
2 ความประมาท บัณฑิต ติเตียนทุกเมื่อ
3 ความประมาท เป็นมลทินของผู้รักษา
4 ผู้ประมาท เหมือนคนตายแล้ว
5 ไม่ควรสมคบด้วยความประมาท
6 อย่ามัวประกอบความประมาท
7 คนมีปัญญาทราม ย่อมประกอบแต่ความประมาท
8 คนประมาท ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน
9 ความรู้เกิดแก่คนพาล ก็เพียงเพื่อความฉิบหาย, มันทำสมองของเขาให้เขว, ย่อมฆ่าส่วนที่ขาวของคนพาลเสีย
10 ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่า
11 เมื่อก่อนประมาท ภายหลังไม่ประมาท เขาชื่อว่ายังโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอกฉะนั้น
12 คนทอดทิ้งกิจที่ควรทำ ไปทำกิจที่ไม่ควรทำ เมื่อเขาถือตัวมัวประมาท อาสวะย่อมเจริญ
13 หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญญผล เหมือนคนเลี้ยงโคคอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น

 


  3 ก.พ. 2551 20:08 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.175.178

   หมวด 10 หมวดความไม่ประมาท

1 ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตาย
2 ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย
3 ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท
4 ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
5 บัณฑิตย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท
6 บัณฑิตย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท
7 บัณฑิตผู้ไม่ประมาท ย่อมได้รับประโยชน์ทั้งสอง
8 ผู้ไม่ประมาทพินิจอยู่ ย่อมถึงสุขอันไพบูลย์
9 ปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์ประเสริฐสุด
10 คนมีปัญญา พึงสร้างเกาะที่น้ำหลากมาให้ท่วมไม่ได้ ด้วยความหมั่น ความไม่ประมาท ความสำรวม และความข่มใจ
11 ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท หรือเห็นภัยในความประมาท ย่อมเผาสังโยชน์น้อยใหญ่ไป เหมือนไฟไหม้เชื้อน้อยใหญ่ไปฉะนั้น
12 ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท หรือเห็นภัยในความประมาท เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะเสื่อม ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพานทีเดียว
13 ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลดีงาม ตั้งความดำริไว้ให้ดี คอยรักษาจิตใจของตน
14 คนมีปัญญาดีไม่ประมาทในเมื่อผู้อื่นประมาท มักตื่นในเมื่อผู้อื่นหลับ ย่อมละทิ้งผู้ประมาท (คนโง่) เหมือนม้าฝีเท้าเร็ว
     ทิ้งม้าไม่มีกำลังไปฉะนั้น
15 ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น
16 ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท ละความนับถือมั่นว่าของเราได้แล้วเที่ยวไป เป็นผู้รู้ พึงละชาติ ชรา โสกะ
     ปริเทวะ และทุกข์ ในโลกนี้ได้
17 ยศย่อมเจริญแก่ผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วทำ ระวังดีแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท

 


  3 ก.พ. 2551 20:09 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.27.175.178

   หมวด 11 หมวดตน-การฝึกตน


1 บุคคลไม่ควรลืมตน
2 ตนนั่นแหละเป็นที่รักยิ่ง
3 ผู้ประพฤติดี ย่อมฝึกตนอยู่เป็นนิจ
4 ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
5 ชนะตนนั่นแหละ เป็นดี
6 ตระเตรียมตนให้ดีเสียก่อนแล้ว ต่อไปจะได้สิ่งอันเป็นที่รัก
7 รู้ตนว่าเป็นคนเช่นใด เหล่าเทพไท้ก็รู้เช่นนั้น
8 ผู้ฝึกตนได้ เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์
9 ไม่ควรพร่าประโยชน์แห่งตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้จะมีมาก
10 แน่ะ บุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวท่านเองย่อมรู้
11 ฝึกตนได้แล้วจึงควรฝึกคนอื่น
12 จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น
13 ติตนเองเพราะเหตุใด ไม่ควรทำเหตุนั้น
14 ได้ยินมาว่า ตัวเราฝึกได้ยาก
15 ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ไม่ควรประกอบตนนั้นด้วยความชั่ว
16 ควรรักษาตนนั้นไว้ให้ดี
17 ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว
18 จงเป็นผู้ตามรักษาตน อย่าให้เดือดร้อน
19 อย่าฆ่าตัวเองเสียเลย
20 บัณฑิตพึงทำตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองจิต
21 เป็นที่รู้กันว่า ตนนี่แหละ ฝึกได้ยาก
22 ความผิดของตน มองเห็นได้ยาก
23 ทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง
24 ไฉนจึงดูถูกตัวเองเล่า
25 ทุกท่านสามารถทำดีได้
26 พึงขวนขวายในเป้าหมายของตน
27 ตนมีทางไป เป็นของตน
28 ติตนด้วยข้อใด อย่าทำข้อนั้นเสียเอง
29 บัณฑิต ย่อมฝึกตน
30 บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตนเอง
31 รักอื่นเสมอด้วยรักตน นั้นไม่มี
32 ไม่พึงอาศัยผู้อื่นยังชีพ
33 คนชั่วฆ่าตัวเองก่อน ภายหลังจึงฆ่าคนอื่น
34 ความผิดของผู้อื่นเห็นได้ง่าย
35 จงเตือนตนด้วย ตนเอง
36 บุรุษ ไม่พึงสละเสียซึ่งตัวเอง
37 ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นความโชติช่วงแห่งคน
38 ตนแล เป็นคติของตน
39 ความรักอื่น เสมอด้วยความรักตนเองไม่มี
40 คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้
41 จงพิจารณาตนด้วยตนเอง
42 ไม่ควรเอาตัวไปพัวพันกับความชั่ว
43 คนมิได้เป็นโจรเพราะคำของคนอื่น มิได้เป็นมุนีเพราะคำของคนอื่น
44 ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
45 ผู้มีตน ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งซึ่งได้ยาก
46 ชื่อว่าที่ลับ ไม่มีในโลก
47 บัณฑิตไม่ควรขุดโค่นความดีของตนเสีย พึงรักษาตนไว้ให้ได้ทุกเมื่อ
48 กำหนดประโยชน์ที่หมายของตนให้แน่ชัด แล้วพึงขวนขวายแน่วในจุดหมายของตนนั้น
49 ผู้ใดรักษาตนได้ ภายนอกของผู้นั้นก็เป็นอันได้รับการรักษาด้วย
50 ท่านเอ๋ย ท่านก็สามารถทำดีได้ ไยจึงมาดูหมิ่นตัวเองเสีย
51 การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ถึงจะมากก็ไม่ควรให้เป็นเหตุ ทำลายประโยชน์ที่เป็นจุดหมายของตน
52 จงอยู่อย่างมีหลักยึดเหนี่ยวใจ อย่าเป็นคนไร้ที่พึ่ง
53 ตนทำชั่ว ตัวก็เศร้าหมองเอง ตนไม่ทำชั่ว ตัวก็บริสุทธิ์เอง
54 มัวพะวงอยู่ว่า นี่ของเราชอบ นี่ของเรารัก แล้วปล่อยปละละเลยตนเองเสีย คนอย่างนี้จะไม่ได้ประสบสิ่งที่ชอบสิ่งที่รักเลย
55 โทษคนอื่นเที่ยวกระจาย เหมือนโปรยแกลบ แต่โทษตนปิดไว้ เหมือนพรานนกเจ้าเล่ห์แฝงตัวบังกิ่งไม้
56 โทษคนอื่น เห็นง่าย แต่โทษตนเองเห็นยาก
57 ผู้ใดมีความไร้ศีลธรรมครอบคลุม เหมือนย่านทรายคลุมไม้สาละ ผู้นั้นชื่อว่าทำตนเหมือนถูกผู้ร้ายคุมตัว
58 บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วจึงสอนผู้อื่นภายหลัง จึงไม่มัวหมอง
59 ชัยชนะใดกลับแพ้ได้ ชัยชนะนั้นไม่ดี ชัยชนะใดไม่กลับแพ้ ชัยชนะนั้นแลเป็นชัยชนะที่ดี
60 ถ้าสอนผู้อื่นฉันใด พึ่งทำตนฉันนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้ว ควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
61 สิ่งที่รักอื่นเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์อื่นเสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ฝนแลเป็นสระที่ใหญ่
62 กรรมไม่ดี และไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย ส่วนกรรมใดดีและเป็นประโยชน์ กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง
63 ถึงผู้ใดจะชนะเหล่าชนได้พันคนพันครั้งในสงคราม ก็หาชื่อว่าผู้ชนะยอดเยี่ยมไม่ ส่วนผู้ใดชนะตนคนเดียว
     ผู้นั้นแลชื่อว่าผู้ชนะยอดเยี่ยมในสงคราม
64 ไม่ควรใส่ใจคำแสลงหูของผู้อื่น ไม่ควรแส่มองธุระที่เขาทำและยังไม่ทำ ควรตั้งใจตรวจตราหน้าที่ของตนนี่แหละ
     ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่กระทำ
65 ตนเองนี่แหละสำคัญกว่า สำคัญกว่าเป็นไหนๆ ตระเตรียมตนไว้ให้ดีก่อนแล้ว ต่อไปก็จะได้สิ่งที่รัก

 


  4 ก.พ. 2551 09:38 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.129.68

   หมวด 13 หมวดคบหา


1 คบคนเช่นใด ย่อมเป็นคนเช่นนั้น
2 ควรคบมิตรที่ดี
3 แม้ในมิตรก็ไม่ควรไว้ใจ
4 อยู่ร่วมกันนานเกินไป ที่เคยรักก็มักหน่าย
5 เป็นเพื่อนเพียงเพื่อดื่มเหล้าก็มี
6 ผู้คบคนเลว ย่อมพลอยเลวไปด้วย
7 เมื่อเขาไม่มีเยื่อใย ป่วยการอยู่กินด้วย
8 อย่าสมาคมกับคนพาลซึ่งเป็นดังศัตรูทุกเมื่อ
9 โจรพาลอยู่ในที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่ในที่นั้น
10 ผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลว
11 คบคนดี ก็พลอยมีส่วนดีด้วย
12 ควรระแวงในศัตรู
13 ปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ
14 เมื่อคบคนที่ดีกว่า ตัวเองก็ดีขึ้นมาฉับพลัน
15 ผู้เที่ยวสมาคมกับคนพาล ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน
16 คนเป็นมิตรแต่ปากก็มี
17 นักปราชญ์มีการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นสุข
18 ไม่ควรไว้ใจคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
19 มิตรชั่วไม่ควรคบ
20 ไม่ควรไว้ใจคนที่แสร้งทำสงบเสงี่ยม
21 ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง
22 ผู้ไม่คบหาคนชั่ว ย่อมได้รับสุขแต่ส่วนเดียว
23 อยู่ในพวกข้าศึกศัตรูเพียงคืนเดียวหรือสองคืน ก็เป็นทุกข์
24 คนที่ทำดีแต่ภายนอก ภายในมักไม่บริสุทธิ์
25 มีศัตรูเป็นบัณฑิต ดีกว่ามีมิตรเป็นคนพาล
26 ไม่ควรไว้ใจคนพูดพล่อยๆ
27 ไม่ควรไว้ใจในคนไม่คุ้นเคย แม้ในคนคุ้นเคยก็ไม่ควรไว้ใจ
28 คนพาล คบเป็นเพื่อนไม่ได้
29 ไม่ควรสนิทสนมกับคนชั่ว
30 ไม่ควรไว้ใจคนทำบาป
31 เมื่อคบหาคนพาล ย่อมมีแต่ความฉิบหาย
32 เพียงเห็นกันชั่วครู่ชั่วยาม ไม่พึงไว้วางใจ
33 สมาคมกับสัตบุรุษย่อมนำสุขมาให้
34 คบคนเช่นใด ก็เป็นคนเช่นนั้น
35 สมาคมกับคนพาลย่อมนำทุกข์มาให้
36 เพราะความไว้ใจภัยจึงตามมา
37 ศัตรูจำนวนมาก คบหาแฝงมาในรูปมิตร
38 สมาคมกับคนชั่ว ไม่ดีเลย
39 ถึงคนคุ้นเคย ก็ไม่ควรวางใจ
40 เมื่อเกิดเรื่องราวขึ้น สหายช่วยให้เกิดสุข
41 การอยู่ร่วมกับคนชั่ว เป็นทุกข์
42 คบคนดี มีแต่ความเจริญ
43 ไม่ควรทำความสนิทสนมกับคนชั่ว
44 ไม่ควรไว้ใจ ในคนไม่คุ้นเคย
45 ควรระแวงในศัตรู แม้ในมิตรก็ไม่ควรไว้ใจ
46 ไม่ควรคบคนเลวทราม นอกจากเพื่อให้ความช่วยเหลือ
47 คนเป็นเพื่อนแต่เวลาดื่มเหล้า ก็มี เป็นเพื่อนแต่ปากว่า ก็มี
48 อยู่ร่วมกับปราชญ์นำสุขมาให้ เหมือนสมาคมกับญาติ
49 ส่วนผู้ใดเป็นสหายในเมื่อเกิดเรื่องต้องการ ผู้นั้นแล คือเพื่อนแท้
50 คนพาล ถึงอยู่ใกล้บัณฑิต จนตลอดชีวิต ก็ไม่รู้แจ้งธรรม เสมือนทัพพี ที่ไม่รู้รสแกง
51 การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ เหมือนอยู่ร่วมกับศัตรูตลอดเวลา
52 คนจำพวกที่งามแต่ภายนอก ภายในไม่สะอาด มีบริวารกำบังตัวไว้ ก็ยังแสดงบทบาทอยู่ในโลก
53 ถ้าไม่ได้สหายที่มีปัญญาปกครองตน พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม่พึงทำความชั่ว
54 ถ้าได้สหายผู้มีปัญญาปกครองตน พึงพอใจมีสติเที่ยวไปกับเขา
55 คนห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ก็หอมไปด้วยฉันใด การคบกับนักปราชญ์ก็หอมไปด้วยฉันนั้น
56 ภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน คลอนแคลน อาศัยมิตรชั่ว ถูกคลื่นท่วมทับ (อดทนต่อคำสั่งสอนไม่ได้) ย่อมจมลงในห้วงน้ำใหญ่
57 บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบแต่สัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมนำไปสู่สุคติ
58 ควรคบกับคนที่คบตน ไม่ควรคบคนที่ไม่คบตน ผู้ใดไม่คบคนที่คบตน ผู้นั้นชื่อว่าไม่มีธรรมของสัตบุรุษ
59 ผู้คบคนชั่ว ย่อมถึงความสุขโดยส่วนเดียวไม่ได้ เขาย่อมยังตนให้ประสบโทษ เหมือนกิ้งก่าเข้าฝูงเ***้ยฉะนั้น
60 ผู้ปรารถนาความสุขที่มั่นคง พึงเว้นมิตรชั่วเสีย คบแต่บุคคลสูงสุด และพึงตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน
61 ปราชญ์มีการอยู่ร่วมเป็นสุข เหมือนสมาคมแห่งชาติ
62 พึงสมาคมกับสัตบุรุษ พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ ผู้นั้นรู้ทั่วถึงสัทธรรมของสัตบุรุษแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
63 บุคคลควรคบผู้เลื่อมใสเท่านั้น ควรเว้นผู้ไม่เลื่อมใส ควรเข้าไปนั่งใกล้ผู้เลื่อมใส เหมือนผู้ต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำฉะนั้น
64 คบคนเช่นใดเป็นมิตร เขาก็เป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นเช่นนั้น
65 พึงเป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงไว้ซึ่งสุตะเป็นผู้สอบถาม เข้าไปนั่งใกล้ท่านผู้มีศีล และเป็นพหุสูตโดยเคารพ
66 จิตจอดอยู่กับใคร ถึงไกลกัน ก็เหมือนอยู่ชิดใกล้ ใจหมางเมินใคร ถึงใกล้กัน ก็เหมือนอยู่แสนไกล
67 วิญญูชน หากเข้าใกล้บัณฑิตแม้เพียงครู่เดียว ก็รู้ธรรมได้ฉับพลัน เสมือนลิ้นที่รู้รสแกง
68 คนห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้หญ้าคาก็พลอยเหม็นเน่าไปด้วยฉันใด การคบกับคนพาลก็เป็นคนพาลฉันนั้น
69 ไม่ควรไว้ใจคนที่ทำชั่วมาแล้ว ไม่ควรไว้ใจคนที่พูดพล่อยๆ ไม่ควรไว้ใจคนที่เห็นแก่ตัว (คนที่มีปัญญาแต่เพื่อประโยชน์ของตัว)
      ถึงคนที่ทำสงบเสงี่ยมเกินไป ก็ไม่ควรไว้ใจ
70 พึงแนะนำตักเตือนเถิด พึงพร่ำสอนเถิด พึงห้ามปรามจากความชั่วเถิด คนที่ทำเช่นนั้น ย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษ
      และไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษ
71 ผู้ใด แม้หากมิได้กระทำความชั่ว แต่คบหาเกลือกกลั้วกับผู้กระทำบาป ผู้นั้นย่อมพลอยถูกระแวงในกรรมชั่ว
      อีกทั้งเสียงเสื่อมเสียย่อมเกิดขึ้นแก่เขา
72 พึงมองเห็นคนมีปัญญาที่ชอบชี้โทษ พูดจาข่มขี่ เสมือนเป็นผู้บอกขุมทรัพย์ พึงคบคนที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้นแหละ
      เมื่อคบคนเช่นนั้นย่อมมีแต่ดี ไม่มีเสียเลย
73 ในกาลไหนๆผู้คบคนเลว ย่อมเลว คบคนเสมอกันไม่พึงเสื่อม คบหาคนประเสริฐย่อมพลันเด่นขึ้น เหตุนั้นควรคบคนที่สูงกว่าตน
74 บัณฑิตพึงทำความเป็นเพื่อนกับคนมีศรัทธา มีศีลเป็นที่รัก มีปัญญาและเป็นพหุสูต เพราะการสมาคมกับคนดีเป็นความเจริญ
75 บัณฑิตไม่ควรทำความเป็นเพื่อนกับคนส่อเสียด คนมักโกรธ คนตระหนี่ และคนเพลิดเพลินในสมบัติ เพราะการสมาคมกับคนชั่ว
      เป็นความเลวทราม
76 ปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ไม่ชวนทำสิ่งที่มิใช่ธุระ การแนะนำดี เป็นความดีของปราชญ์
      ปราชญ์ถูกกล่าวว่าโดยชอบก็ไม่โกรธ ปราชญ์ย่อมรู้วินัย การสมาคมกับปราชญ์จึงเป็นการดี
77 ถ้าใจรักแล้ว ถึงอยู่ห่างคนละฝั่งฟากสมุทร ก็เหมือนอยู่สุดแสนใกล้ ถ้าใจชังแล้ว ถึงอยู่สุดแสนใกล้
      ก็เหมือนอยู่ไกลคนละฟากมหาสมุทร

 


  4 ก.พ. 2551 09:39 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.129.68

   หมวด 14 หมวดสร้างตัว


1 บุคคลตั้งตัวให้ได้ เหมือนก่อไฟจากกองน้อย
2 บุคคลพึงหาเลี้ยงชีพ โดยทางชอบธรรม
3 บุคคลพึงประกอบการค้าที่ชอบธรรม
4 บุคคลไม่พึงหาทรัพย์ด้วยการคดโกง
5 จงทำงานให้สมกับอาหารที่บริโภค
6 จงเก็บรวบรวมทรัพย์สิน เหมือนผึ้งเที่ยวรวมน้ำหวานสร้างรัง
7 ถึงไม่ได้ แต่ชอบธรรม ยังดีกว่าได้โดยไม่ชอบธรรม
8 ขยัน เอาธุระ ทำเหมาะจังหวะ ย่อมหาทรัพย์ได้
9 ทรัพย์สินย่อมพอกพูนขึ้นได้ เหมือนดังก่อจอมปลวก
10 การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอย่างสูงสุด
11 โภคะของใคร ไม่ว่าสตรีหรือบุรุษ ที่จะสำเร็จเพียงด้วยคิดเอา ย่อมไม่มี
12 ความอุบัติแห่งผล ย่อมมีได้ด้วยการกระทำของตน
13 ชีวิตจะอยู่ได้ที่ไหน พึงไปที่นั้น ไม่พีงให้ที่อยู่ฆ่าตนเสีย
14 คนที่ขยันในหน้าที่ ไม่ประมาท เอาใจใส่สอดส่อง ตรวจตรา จัดการงานให้เรียบร้อย เป็นอันดี จึงควรเข้ารับราชการ
15 ขยันงาน ไม่ประมาท ฉลาดในวิธีจัดการ เลี้ยงชีวิตแต่พอดี ย่อมรักษาทรัพย์สมบัติ ให้คงอยู่ และเพิ่มทวี
16 การได้ยศ การได้ลาภ การเลี้ยงชีพ ด้วยการยอมลดคุณค่าของชีวิต หรือด้วยการประพฤติอธรรม เป็นสิ่งน่ารังเกียจ
17 ผลประโยชน์ทั้งปวง ตั้งอยู่ที่หลัก 2 ประการ คือการได้สิ่งที่ยังไม่ได้ และการรักษาสิ่งที่ได้แล้ว
18 คนมีปัญญา ประกอบด้วยความรู้ ฉลาดในวิธีจัดงาน รู้จักกาล รู้จักสมัย จึงควรเข้ารับราชการ
19 คนใดชอบนอน ชอบมั่วสุม ไม่เอางาน เกียจคร้าน เอาแต่โกรธ งุ่นง่าน นั้นคือปากทางของความเสื่อม

 


  4 ก.พ. 2551 09:40 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.129.68

   หมวด 15 หมวดการปกครอง


1 ผู้มีภาระปกครองรัฐ จงอย่าได้ประมาทเลย
2 ถ้าผู้ปกครองทรงธรรม ประเทศชาติก็เป็นสุข
3 การอยู่ในอำนาจของผู้อื่น เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
4 พึงระแวง สิ่งที่ควรระแวง
5 ผู้ปกครองชอบธรรมจึงจะดี
6 ผู้บริหารโง่ ถึงจะเข้มแข็ง ก็ไม่ดี
7 พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง
8 เมื่อมีความประมาท ก็เกิดความเสื่อม
9 เมื่อมีความเสื่อม ก็เกิดโทษประดัง
10 สักการะฆ่าคนชั่วได้
11 พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง
12 อิสรภาพ เป็นสุขทั้งสิ้น
13 คนพาล เป็นผู้นำไม่ได้
14 เมื่อมีความมัวเมา ก็เกิดความประมาท
15 ยกย่องผู้ควรยกย่องเป็นอุดมมงคล
16 ผู้บริหารฉลาดและเข้มแข็ง จึงจะดี
17 พึงข่มคนที่ควรข่ม
18 ผู้ปกครองที่ฉลาด พึงแสวงสุขเพื่อประชาชน
19 ผู้ถือความถูกต้องเป็นใหญ ได้ชื่อว่าผู้เที่ยงธรรม
20 ผู้เป็นใหญ่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ย่อมตกจากอำนาจ
21 โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง
22 ถึงจะเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมา ก็ควรมีความถ่อมตน
23 ท่านผู้ครองแผ่นดิน ทั้งหลาย การที่ทำโดยผลีผลามจะแผดเผาตัวได้
24 อย่าสำคัญตนว่า เรามีอำนาจยิ่งใหญ่ แล้วทำให้ประชาชนพลอยพินาศ
25 คนที่เป็นใหญ่ จะต้องใคร่ครวญให้ดีก่อน จึงลงโทษ
26 อำนาจเป็นใหญ่ในโลก
27 ถึงมีกำลังพลน้อย แต่มีความคิด ก็เอาชนะกองทัพใหญ่ที่ไร้ความคิดได้
28 ราชา เป็นสง่าแห่งแคว้น
29 ผู้บริหารหมู่ชน เป็นปราชญ์ และมีกำลังเข้มแข็งจึงจะเป็นผลดี
30 ผู้บริหารหมู่คณะ ถึงจะมีกำลังอำนาจ แต่เป็นคนพาลย่อม ไม่เป็นผลดี
31 ผู้ปกครองต้องทราบรายได้รายจ่ายด้วยตนเอง ต้องทราบกิจการที่ทำแล้ว และยังมิได้ทำด้วยตนเอง
32 ในแว่นแคว้นของราชาผู้มีเมตตา มีธรรมมั่นคง ประชาชนจะนอนเป็นสุข เหมือนนอนอยู่ในบ้านของตัว ในร่มเงาอันเย็นสบาย
33 ผู้ครองแผ่นดินที่เจ้าสำราญ แส่หาแต่กามารมณ์ โภคทรัพย์จะพินาศหมด นี่แลที่เรียกว่าทุกข์ภัยของผู้ครองแผ่นดิน
34 เมื่อผู้ครองแผ่นดินประมาท โภคทรัพย์ในรัฐทั้งหมดย่อมพินาศ นี่แลเรียกว่าทุกข์ภัยของผู้ครองแผ่นดิน
35 ผู้ใดไม่รู้เท่าทันเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้โดยพลัน ผู้นั้นจะหลงเข้าไปในอำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง
36 เมื่ออนารชนก่อกรรมชั่ว อารชนใช้อาชญาหักห้าม การกระทำนั้น เป็นการสั่งสอน หาใช่เป็นเวรไม่
     บัณฑิตทั้งหลายเข้าใจกันอย่างนี้
37 ดูเถิดมหาราช พระองค์จงเสด็จเที่ยวสดับ ดูความเป็นอยู่ ความเป็นไปในแว่นแคว้นแดนชนบท ครั้นได้เห็นได้ฟังแล้ว
     จึงปฎิบัติราชกิจนั้นๆ
38 เริ่มแรก แก้ไขข้อที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนให้เสร็จ ระงับความโกรธกริ้วและความบันเทิงไว้ก่อน จากนั้นจึงสั่งงาน
     ข้อนี้นักปราชญ์กล่าวว่าเป็นวัตร(ระเบียบปฎิบัติ) ของผู้ปกครอง
39 ชาวชนบทไม่ได้รับการพิทักษ์รักษา ถูกกดขี่ด้วยค่าธรรมเนียมโดยไม่ชอบธรรม กลางคืนโจรปล้น กลางวันข้าราชการข่มเหง
     ในแว่นแคว้นผู้ปกครองชั่วร้าย ย่อมมีคนอาธรรม์มากมาย
40 เมื่อฝูงโคว่ายข้ามฟากอยู่ ถ้านำโคฝูงไปตรง โคทั้งหมดย่อมว่ายตรงไปตาม ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น
     ผู้ใดได้รับแต่งตั้งเป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม ประชาชนที่เหลือก็เป็นอันไม่ต้องกล่าวถึง ถ้าราชาตั้งอยู่ในธรรม
     รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข
41 เมื่อฝูงโคว่ายข้ามฟากอยู่ ถ้านำฝูงไปคด โคทั้งหมดก็ว่ายคดไปตาม ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับแต่งตั้งเป็นใหญ่
     ถ้าประพฤติอธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชนที่เหลือ ถ้าราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์
42 ผู้ใดทำความชั่วด้วยสำคัญตัวว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ครั้นทำแล้ว ก็ไม่หวั่นเกรงต่อคนทั้งหลาย
     ผู้นั้นจะดำรงชีพอยู่ยืนยาวด้วยความชั่วนั้นก็หาไม่ แม้เทพทั้งหลาย ก็มองดูเขาด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม

 


  7 ก.พ. 2551 09:30 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.132.48

   หมวด 16 หมวดสามัคคี


1 สามัคคีของหมู่ทำให้เกิดสุข
2 จงสามัคคีมีน้ำใจต่อกัน
3 ความเพียรของหมู่ชนผู้พร้อมเพรียงกันทำให้เกิดสุข
4 สุกรทั้งหลายพร้อมเพรียงกันยังฆ่าเสือโคร่งได้ เพราะใจรวมเป็นอันเดียว
5 ความพร้อมเพรียงของปวงชนผู้เป็นหมู่ ยังความเจริญให้สำเร็จ
6 พึงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลาย สรรญเสริญแล้ว ผู้ยินดีในสามัคคี ตั้งอยู่ในธรรม
     ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ
7 ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง
     มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นพระพุทธานุศาสนี
8 ผู้ใดเมื่อคนอื่นล่วงเกินกันอยู่ ตนเองกลับหาทางเชื่อมเขาให้คืนดีกันได้ ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นคนเอาภาระ เป็นผู้จัดธุระที่ดียอดเยี่ยม
9 ผู้ใดรู้โทษที่ตนล่วงละเมิด 1 ผู้ใดย่อมรับรู้โทษ ที่เขามาสารภาพ 1 คนทั้งสองนี้ย่อมพร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น
     มิตรภาพของเขาย่อมไม่เสื่อมคลาย
10 ถ้าแม้สัตบุรุษวิวาทกัน ก็กลับเชื่อมกันได้สนิทโดยเร็ว ส่วนคนพาลทั้งหลายย่อมแตกกันเหมือนภาชนะดิน
     เขาย่อมไม่ได้ความสงบเวรกันเลย

 


  7 ก.พ. 2551 09:30 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.132.48

   หมวด 17 หมวดเกื้อกูลสังคม


1 พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ
2 พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
3 พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ และแม้ชีวิต เพื่อรักษาความถูกต้อง
4 ผู้ฉลาดควรสละสุขเล็กน้อย เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

 


  7 ก.พ. 2551 09:31 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.132.48

   หมวด 18 หมวดพบสุข


1 ผู้ไม่มีอะไรให้กังวล ย่อมมีแต่ความสุข
2 ไม่มีอะไรเลย ไม่มีใครเบียดเบียน
3 ท่านผู้ไกลกิเลส มีความสุขจริงหนอ
4 คนมีห่วงกังวล ย่อมวุ่นวายอยู่
5 ตราบใดยังมีชิ้นเนื้อคาบไว้นิดหน่อย ตราบนั้นก็ยังถูกกลุ้มรุมยื้อแย่ง
6 ความโศกนำสิ่งล่วงแล้วคืนมาไม่ได้ ความโศกไม่อาจนำมาซึ่งความสุขในอนาคต
7 พวกมนุษย์ผู้อ่อนปัญญา ไม่เห็นอริยธรรม สนทนาถกเถียงกันทั้งวันทั้งคืน แต่ในเรื่องที่ว่า เงินของเรา ทองของเรา
8 ผู้ถึงธรรม ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ฉะนั้น ผิวพรรณจึงผ่องใส
9 ผู้ที่มัวเพลินประมาทอยู่กับสิ่งที่ชอบใจ สิ่งที่รัก และสิ่งที่เป็นสุข จะถูกสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่รักและความทุกข์ เข้าครอบงำ
10 มัวเศร้าโศกอยู่ก็ซูบผอมลง อาหารก็ไม่อยากรับประทาน ศัตรูก็พลอยดึใจ ในเมื่อเขาถูกลูกศรแห่งความโศกเสียบแทงย่ำแย่อยู่
11 ชนทั้งหลายผู้ยังอ่อนปัญญา เฝ้าแต่เพ้อฝัน สิ่งที่ยังไม่มาถึง และหวนละห้อยถึงความหลังอันล่วงไปแล้วจึงซูบซีดหม่นหมอง
     เสมือนต้นอ้อสด ที่เขาถอนขึ้น ทิ้งไว้ในกลางแดด
12 ผู้ใดพอใครถามถึงทุกข์ของตน ก็บอกเขาเรื่อยไป ทั้งที่มิใช้กาลอันควร ผู้นั้นจะมีแต่มิตรชนิดเจ้าสำราญ
     ส่วนผู้หวังดีต่อเขาก็มีแต่ทุกข์
13 ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และ ทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์ไม่มีความเที่ยงแม้แน่นอน
     อย่าเศร้าโศกเลย ท่านจะโศกเศร้าไปทำไม
14 คนฉลาด พึงรู้จักกาลอันสมควร กำหนดเอาคนที่มีความคิด ที่ร่วมใจกันได้แล้ว จึงบอกทุกข์ร้อน โดยกล่าววาจาสละสลวย
     ได้ถ้อยได้ความ
15 เราเดินทางไปในแดนสัตว์ร้าย ก็ไม่หวาดหวั่น ถึงจะนอนหลับในที่เช่นนั้น ก็ไม่กลัวเกรง คืนวันผ่านไปไม่มีอะไรให้เราเดือดร้อน
     เรามองไม่เห็นว่ามีอะไรที่จะเสีย ณ ที่ไหน ในโลก เพราะฉะนั้น เราจึงนอนสบาย ใจก็คิดแต่จะช่วยเหลือปวงสัตว์
16 ดอกบัว เกิดและเจริญงอกงามในน้ำแต่ไม่ติดน้ำ ทั้งส่งกลิ่นหอม ชื่นชูใจให้รื่นรมย์ฉันใด พระพุทธเจ้าทรงเกิดในโลก
     และอยู่ในโลก แต่ไม่ติดโลก เหมือนบัวไม่ติดน้ำฉันนั้น

 


  7 ก.พ. 2551 09:32 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.132.48

   หมวด 19 หมวดทาน



1 ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก
2 ของที่ให้แล้ว ชื่อว่านำออกไปอย่างดีแล้ว
3 ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศอีก
4 การเลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญ
5 เป็นคนควรให้ปันบ้าง ไม่มากก็น้อย
6 คนฉลาด พลอยยินดีการให้ทาน
7 คนดี บำเพ็ญประโยชน์แก่ปวงชน
8 คนดี ชอบช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
9 คนใจการุณ ช่วยแก้ไขคนให้หายโศกเศร้า
10 เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักขิณาทานชื่อว่าน้อย ย่อมไม่มี
11 ปราชญ์ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข
12 ผู้บูชา ย่อมได้บูชาตอบ
13 ผู้ใดสั่งสอนธรรม ผู้นั้นชื่อว่าให้สิ่งที่ไม่ตาย
14 จงช่วยเหลือคนเดือนร้อน ด้วยความตั้งใจ
15 ให้ของดี ย่อมได้ของดี
16 ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา
17 คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน
18 คนดีจัดการโภคทรัพย์ ทำประโยชน์แก่คนจำนวนมาก
19 ท่านว่า ทานและการรบ เสมอกัน
20 คนควรให้ของที่ควรให้
21 ผู้ให้สิ่งประเสริฐ ย่อมถึงฐานะที่ประเสริฐ
22 เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น
23 กินคนเดียว ไม่ได้ ความสุข
24 ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ
25 ในโลกนี้ เวรระงับด้วยเวร ไม่เคยมี
26 ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
27 ไม่พึงบริโภคของอร่อยแต่ผู้เดียว
28 คนมีปัญญาอยู่ครองเรือน ก็เป็นประโยชน์แก่คนจำนวนมาก
29 นอกจากการแบ่งปันเผื่อแผ่กันแล้ว สัตว์ทั้งปวงหามีที่พึ่งอย่างอื่นไม่
30 ของที่ให้แล้ว ชื่อว่าออกผลเป็นความสุขแล้ว ส่วนของที่ยังไม่ได้ให้ ยังไม่มีผลเช่นนั้น
31 พึงนำสมบัติออกด้วยการให้, วัตถุที่ให้แล้วย่อมเป็นอันนำออกดีแล้ว, วัตถุที่ให้แล้วย่อมมีผลเป็นสุข,
    ส่วนวัตถุที่ยังไม่ได้ให้ก็ไม่เป็นอย่างนั้น
32 คนใด มั่งมีทรัพย์สินเงินทอง มีของกินของใช้มาก แต่บริโภคของอร่อยคนเดียว นั้นเป็นปากทางแห่งความเสื่อม
33 คนใด มารดาบิดาแก่เฒ่า ล้วงพ้นวัยหนุ่มวัยสาวไปแล้ว ตนเองสามารถก็ไม่เลี้ยงดู นั้นคือปากทางแห่งความเสื่อม
34 บัณฑิตสามารถปัดเป่าความเศร้าโศกของคนอื่นได้ จึงจัดว่าเป็นที่พึ่งยอดเยี่ยมของคนทั้งหลาย
35 การให้ทานนั้นปราชญ์สรรเสริญกันโดยมากอย่างแน่นอน แต่ กระนั้น บทธรรมก็ยังประเสริฐกว่าทาน
36 ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสาครให้เต็มได้ฉันใด, ทานที่ให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ละไปแล้วฉันนั้น
37 ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ให้สิ่งที่ดี ให้สิ่งที่ประเสริฐ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในภพที่ตนเกิด
38 ผู้ให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหณะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ
39 ผู้ใดไม่ให้ทานในคนที่ไม่ควรให้ ให้ทานในคนที่ควรให้ เมื่อผู้นั้นประสบความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมได้สหาย
40 ผู้ใดให้ที่พักอาศัย ผู้นั้นชื่อว่าให้สิ่งทั้งปวง ผู้ใดสอนธรรม ผู้นั้นชื่อว่าให้อมตะ
41 เมื่อให้ทานในวัตถุอันเลิศ บุญอันเลิศ อายุ วรรณะ ยศ เกียรต สุข และกำลังอันเลิศ ก็เจริญ
42 ให้ทานเป็นเบื้องต้นก่อน จึงได้สุขบัดนี้ เหมือนรดน้ำที่โคนให้ผลที่ปลาย
43 ผู้ใดให้ทานในบุคคลที่ไม่ควรให้ ไม่ให้ทานในคนที่ควรให้ เมื่อผู้นั้นถึงความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมไม่ได้สหาย
44 ชนเหล่าใด สร้างสวน ปลูกป่า ให้โรงประปา บ่อน้ำ และ ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้นย่อมเพิ่มพูนทุกเมื่อ ทั้งคืนทั้งวัน
45 ตรวจดูด้วยจิต ทั่วทุกทิศแล้ว ไม่พบใครที่ไหน เป็นที่รักยิ่งกว่าตนเลย คนอื่นก็รักตนมากเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ผู้รักตน
    จึงไม่ควรเบียดเบียนคนอื่น
46 ผู้ให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้านุ่งห่ม ชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสะดวก ผู้ใดให้ที่พำนักอาศัย
    ผู้นั้นชื่อว่าให้ทั้งหมด
47 ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ ผู้ให้ของเลิศ ย่อมได้ของเลิศ ผู้ให้ของดี ย่อมได้ของดี ผู้ให้ของประเสริฐ
    ย่อมถึงฐานะอันประเสริฐ
48 นกชนิดหนึ่งเที่ยวบินอยู่ตามช่องเขา และ ไหล่เขา มีชื่อว่านกมัยหกะ มันบินไปสู่ต้นเลียบอันมีผลสุก แล้วร้องว่า *ของข้า ๆ*
    เมื่อนกมัยหกะร้องอยู่อย่างนั้นฝูงนกทั้งหลายก็พากันบินมาจิกกินผลเลียบ แล้วก็พากันบินไป นกมัยหกะก็ยังพร่ำอยู่อย่างเดิม
    นั้นเอง คนบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้น เก็บทรัพย์สะสมไว้มากมาย แล้ว ตนเองก็ไม่ได้ใช้ ทั้งไม่เผื่อแผ่เจือจานแก่ญาติ
    ทั้งหลายตามส่วน เมื่อเขาหวงแหนทรัพย์ไว้ รำพึงว่า *ของข้า ๆ * ราชการ หรือ โจร หรือทายาท ก็มาเอาทรัพย์นั้นไป
    ตัวเขาก็ได้แต่รำพันอยู่อย่างนั้นเอง
49 สัตว์ทั้งปวง ย่อมหวาดหวั่นต่ออาชญา สัตว์ทั้งปวงย่อมกลัวความตาย สัตว์ทั้งปวง ย่อมหวาดหวั่นต่ออาชญา
    ชีวิตเป็นที่รักของทุกคน เราฉันใด สัตว์เหล่านี้ก็ฉันนั้น สัตว์เหล่านี้ฉันใด เราก็ฉันนั้น นึกถึงเขา เอาตัวเราเข้าเทียบแล้ว
    ไม่ควรเข่นฆ่า ไม่ควรให้สังหารกัน

 


  7 ก.พ. 2551 09:33 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
sivanattaraj
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
sivanattaraj@hotmail.com 125.24.132.48

   หมวด 20 หมวดศีล



1 ศีลเป็นเยี่ยมในโลก
2 ศีลพึงรู้ได้เมื่ออยู่ร่วมกัน
3 ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จตราบเท่าชรา
4 นักปราชญ์พึงรักษาศีล
5 เมื่อคอยระวังอยู่ เวรย่อมไม่ก่อขึ้น
6 ความสำรวมในที่ทั้งปวง เป็นดี ท่านว่าศีล เป็นความดี
7 ผู้ไม่มีศีล ไม่มั่นคง ถึงจะเป็นอยู่ตั้งร้อยปี, ส่วนผู้มีศีล เพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสิรฐกว่า
8 เวทมนต์ ชาติกำเนิด พวกพ้อง นำสุขมาให้ในสัมปรายภพไม่ได้, ส่วนศีลของตนที่บริสุทธิ์ดีแล้ว จึงนำสุขมาให้ในสัมปรายภพได้
9 เมื่อภิกษุมีมานะ ประมาทแล้ว มีความหวังในภายนอก, ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์
10 ผู้มีปรีชา มั่นคงดีแล้วในศีล ย่อมได้รับชื่อเสียงในโลกนี้ ละไปแล้ว ย่อมดีใจในสวรรค์ ชื่อว่าย่อมดีใจในที่ทั้งปวง
11 ถ้าเป็นพหุสูต มั่นคงดีในศีล บัณฑิตย่อมสรรเสริญเขา ด้วยคุณ 2 ประการ คือ ด้วยศีล และ ด้วยสุตะ
12 ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
13 คนเขลา ไม่มั่นคงในศีล ถูกติเตียนในโลกนี้ และ ละไปแล้วย่อมเสียใจในอบายชื่อว่าย่อมเสียใจในที่ทั้งปวง
14 คนผู้ทุศีลย่อมได้รับความติเตียน และ ความเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลธรรม ได้รับชื่อเสียง และ ความยกย่องสรรเสริญทุกเมื่อ
15 มารค้นหาอยู่ ย่อมไม่พบช่องทางของท่านผู้มีศีลสมบูรณ์ ผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท หลุดพ้นแล้ว เพราะความรู้ชอบของท่าน
16 ผู้มีศีลย่อมได้มิตรมาก ด้วยความสำรวม ส่วนผู้ไม่มีศีล ประพฤติชั่ว ย่อมแตกจากมิตร
17 ศีลนั้นเทียวเป็นเลิศในโลกนี้ ส่วนผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุด ความชนะในหมู่มนุษย์และเทวดา ย่อมมีเพราะศีลและปัญญา
18 พึงรักษาศีลในโลกนี้ เพราะศีลที่รักษาดีแล้ว เสพแล้วในโลกนี้ ย่อมน้อมนำมาซึ่งสมบัติทั้งปวง
19 ศีลเป็นกำลัง ไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริญสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
20 ศีลเป็นสะพานอันมีศักดิ์ใหญ่ ศีลเป็นกลิ่นที่ไม่มีกลิ่นอื่นยิ่งกว่า ศีลเป็นเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ ซึ่งเป็นเครื่องขจรไปทั่วทุกทิศ
21 ผู้มีปัญญา เมื่อปรารถนาสุข 3 อย่าง คือ ความสรรเสริญ ความได้ทรัพย์ และ ความละไปบันเทิงในสวรรค์ ก็พึงรักษาศีล
22 ศีลเป็นคุณรวมกำลังอย่างเลิศ ศีลเป็นเสบียงทางอย่างสูงสุด ศีลเป็นผู้นำทาง อย่างประเสริฐสุด เพราะศีล มีกลิ่นขจรไปทั่วทุกทิศ
23 ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข และ การสนับสนุนคนผู้พร้อมเพรียงกันก็เป็นสุข, ผู้ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม
    ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ
24 ผู้ใดในโลกนี้ สำรวมทางกาย วาจา และ ใจ ไม่ทำบาปอะไร และ ไม่พูดพล่อย เพราะเหตุแห่งตน , ท่านเรียกคนอย่างนั้นว่า
    ผู้มีศีล

 


page [1] 2   Next >>

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ
* สมาชิกเท่านั้น
ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์

บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010