Logo Webboard ของ kalip
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!


  เรื่องเล่าแบบลึกลับ

  

  Topic : ดร.เทพนมย้ำอีกครั้ง “มนุษย์ต่างดาวมีจริง!” ติดต่อได้ผ่านสมาธิ

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1] 2 3 4 5 6   Next >>
  ผู้ชมทั่วไป กาหลิบ

  58.10.251.254

  โพสต์เมื่อ : 11 ก.ย. 2548 22:02 น.

  
ดร.เทพนมย้ำอีกครั้ง “มนุษย์ต่างดาวมีจริง!” ติดต่อได้ผ่านสมาธิ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 ธันวาคม 2547 09:09 น.
ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ประธานอำนวยการฝ่ายสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ผู้บรรยายบรรยายเรื่อง “โทรจิตติดต่อมนุษย์ต่างดาว”
       ดร.เทพนมออกย้ำอีกครั้งว่า “มนุษย์ต่างดาวมีจริง” ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่ 9 ทำได้โดยติดต่อผ่านโทรจิตหรือการทำสมาธิ พร้อมกับเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอกับมนุษย์ต่างดาว ไม่ว่าจะเป็นกับตัวเองและคนรอบข้าง
       

       มหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ ครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ทางจิตเพื่อสุขภาพ และการแพทย์ทางเลือก” ณ ดีทรอยต์ มอเตอร์เวิลด์ ได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วานนี้ (3 ธ.ค.) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการฝึกจิต เพื่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตและคุณธรรม อีกทั้งเป็นการรวบรวม วิเคราะห์ วิจัยความรู้ ปรากฏการณ์ทางจิตให้ปรากฏชัดว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต
       
       ในวันแรกของการเปิดงาน ช่วงบ่าย ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ประธานอำนวยการฝ่ายสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ผู้ที่ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับ “มนุษย์ต่างดาว” และ “ยูเอฟโอ” มากว่า 10 ปีได้ขึ้นบรรยายเรื่อง “โทรจิตติดต่อมนุษย์ต่างดาว” โดยเปิดเผยว่า มีการศึกษามนุษย์ต่างดาวกันอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ โดยมีภาพถ่ายเป็นหลักฐานการพบเห็น ซึ่งการติดต่อมนุษย์ต่างดาวนั้น ต้องกระทำด้วยการทำสมาธิทางจิต ต้องทำจิตให้สงบแล้วจะสามารถเห็นได้
       
       แจงลักษณะมนุษย์ต่างดาว พร้อมเผยประสบการณ์ส่วนตัว
       

       ”นึกถึงเขาให้มาปรากฏ แต่ทุกครั้งที่ทำต้องเตรียมกล้องไว้ข้างกายเสมอเพราะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันเป็นข้อมูล เหมือนกับว่าหากเราเห็นแล้วคนอื่นก็ต้องเห็นด้วย” ดร.เทพนมเผย พร้อมทั้งแจกแจงว่า ในต่างประเทศได้แบ่งมนุษย์ต่างดาวไว้เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.หน้าตาเหมือนมนุษย์ 2. มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่มีผิวหนังเป็นสีเทา 3.มีลักษณะคล้ายสัตว์ 4. มีลักษณะคล้ายหุ่นยนต์ 5. รูปร่างประหลาด 6. มีลักษณะคล้ายผี
       
       ทั้งนี้ ดร.เทพนม ยังเล่าถึงประสบการณ์การพบมนุษย์ต่างดาวที่เกี่ยวกับครอบครัวของเขาว่า ลูกชายตัวเองแต่งงานมา 9 ปี แต่ไม่มีลูก ดร.เทพนมจึงขอกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งในการข้อครั้งนั้นมีข้อแม้ว่าต้องพาลูกชายและลูกสะใภ้ไปบอสตัน และเมื่อไปถึง เย็นนั้นเองจานบินก็มาหาที่ริมทะเล ถัดจากนั้นอีก 2-3 อาทิตย์ต่อมาลูกสะใภ้ของ ดร.เทพนมก็ตั้งครรภ์

บรรยากาศในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ ครั้งที่ 9 มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก
       ”หลังจากคลอดแล้วหลานคนนี้ก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่พูดทางจิตด้วยการส่งสัญญาณมือ และเมื่อหลานอายุได้ 3 เดือนก็นั่งสมาธิได้หลังจากได้บอกทางจิตให้ลองนั่ง ครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นระหว่างที่คุยกับหลานทางอินเทอร์เน็ต ก็มีมือที่มี 3 นิ้วโผล่ขึ้นมาด้านหลังโบกไปมา ต่อมาจึงปรากฏหน้าให้เห็นมีลักษณะคล้ายหญิงชราเอามือตบหัวหลานเหมือนกับว่าคอยดูแลคุ้มครอง” ดร.เทพนมเล่า ประสบการณ์ตรงจากการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว
       
       โทรจิตติดต่อมนุษย์ต่างโลก จากดาว "เวก้า"
       

       อีกทั้ง เขายังเล่าถึงประสบการณ์จากผู้อื่นว่า มีการติดต่อมนุษย์ต่างดาวทางสมาธิเมื่อปี 2546 โดยเป็นผู้หญิงเจ้าของบริษัทไฟฟ้ามาเล่าให้ฟังว่ามีประสบการณ์ประหลาด ตอนกลางคืนมีผู้ชายหน้าตาดี แต่งกายเหมือนท่านเคาท์แดรกคิวลามาหา ซึ่งผู้ชายคนนั้นบอกว่าตามหาหญิงเจ้าของบริษัทผู้นี้มานาน เนื่องจากเป็นภรรยาที่เสียชีวิตไปและต้องการให้กลับไปอยู่กินด้วยกันเหมือนเดิม
       
       ”ผมจึงติดต่อด้วยสมาธิ และมนุษย์ต่างดาวผู้นี้บอกว่าชื่อ “บีอี” มาจากดาวชื่อเหมือนมิสยูนิเวิร์สปี 46 ที่ชื่อ“เวก้า” และจะมาปรากฏให้เห็นในตอนเย็นเป็นยานทรงกระบอกสีแดงในวันที่ 25 ธ.ค. อีกทั้งยังฝากบอกไปถึงภรรยาเก่าด้วยว่าหากมีปัญหาเดือดร้อนให้นึกถึงเขาจะมาหาทันที และปีที่แล้วในขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับไฟฟ้าของหญิงผู้นี้ประสบปัญหาจะล้มละลาย บ้านจะโดนยึดและมีปัญหาเรื่องลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ หญิงผู้นี้ก็นึกถึงมนุษย์ต่างดาวบีอีขอให้ช่วย หลังจากนั้นไม่กี่วันเงินที่ถูกเพื่อนโกงก็ได้คืน กองบังคับคดีที่มีหน้าที่ยึดบ้านก็ไม่ยึด บุตรก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้” ดร.เทพนมเล่า
       
       5,000 ปีที่แล้วมนุษย์ต่างดาวเคยเยือนไทย
       
       ”เมื่อคราวที่ต้องผ่าตัดหลังที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธปีที่แล้ว มนุษย์ต่างดาวบอกให้เอากล้องถ่ายที่หน้าต่างจานบินก็มา
อีกทั้งมนุษย์ต่างดาวก็บอกว่าไม่ต้องกลัวจะมาอยู่ในห้องด้วย และในการผ่าตัดครั้งนั้นหมอบอกว่าต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 ช.ม. รวมทั้งต้องใช้เลือดอีก 6-7 ขวด เพราะในการผ่าตัดใหญ่ที่หลังนั้นผู้ป่วยจะเสียเลือดมาก แต่ปรากฏว่าไม่ต้องใช้เลือดเลยและใช้เวลาไปไม่เกิน 3 ช.ม.”
       
       นอกจากนี้ ดร.เทพนมยังเล่าถึงเหตุการณ์ “จานบินตก” โดยมีข้อมูลมาจากทำเนียบขาวว่ามีจานบินตกที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 1998 และสหรัฐอเมริกาส่งทีมค้นหาเข้ามาหาแต่ไม่พบ แต่ ดร.เทพนมและพระรูปหนึ่งไปตามหาจนเจอว่าตกอยู่บริเวณป่าสงวน แต่ทั้ง 2 ไม่กล้าเข้าไปเพราะกลัวโดนจับ และเมื่อคราวที่องค์การบริการการบินสหรัฐ (นาซา) มาประชุมที่มหาวิทยาลัยสุรนารี โดยได้เชิญคนไทย 3 คนไปพูด และเขาคือหนึ่งในนั้น ขณะนั้นก็มีจานบินมาให้เห็น
       
       อย่างไรก็ดี ดร.เทพนม ก็ได้ยืนยันเช่นเดิมว่า เมื่อ 5,000 ปีก่อนมนุษย์ต่างดาวเยือนไทย ซึ่งเขาเองก็เคยได้รับการติดต่อจากมนุษย์ต่างดาวว่าเคยมาประเทศไทยเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว โดยพบหลักฐานปรากฏอยู่ในถ้ำบนยอดเขาที่กาญจนบุรีเป็นภาพที่วาดโดยมนุษย์ถ้ำ ประมาณ 100 กว่าภาพเป็นภาพมนุษย์ต่างดาวตากลมโต เมื่อให้เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเอาหินในถ้ำไปตรวจก็พบว่ามีอายุประมาณ 5,000 ปีตามที่กล่าวจริง
       
       งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่ 9 ครั้งนี้ ยังมีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจอีกหลายเรื่องเช่น ญาณรู้พลังจิตจักรวาล โดย ดร. วนิดา ทิวกลาง สมาธิกับแสงออร่า โดย อ.ฉาดฉาน บุญนาค พิณแก้ว-ดนตรีพลิกชีวิต โดย อ.วีระพงศ์ ทวีศักดิ์ และวิทยาศาสตร์การหายใจกับพลังชีวิต โดย อ.กัญจีรา กาญจนเกตุ เป็นต้น ซึ่งงานนี้มีตั้งแต่วันที่ 3-6 ธ.ค.เวลา 10.00 – 19.00 น. บริเวณชั้น 3-4 ณ ดีทรอยต์ มอเตอร์เวิลด์ (ปากซอยรามคำแหง 30) สอบถามรายละเอียดได้ที่ นิตยสารโลกทิพย์ โทร 0-2248-3291-3 นิตยสารบูรพา โทร 0-9189-9052



  11 ก.ย. 2548 22:04 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป กาหลิบ

  58.10.251.254

  
ลุยมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิต ค้นหาศาสตร์ลี้ลับที่คุณไม่เคยรู้
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2547 09:02 น.
       พลังจิต-มนุษย์ต่างดาว-ยูเอฟโอ-ศาสตร์ฮวงจุ้ย-พลังจักรวาล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ยังเป็นข้อสงสัยและชวนให้ติดตามค้นหาอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบัน สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นและถูกยอมรับบนโลกใบนี้ ล้วนแต่ต้องอาศัยกรอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการอธิบายถึงความเป็นไปได้แทบทั้งสิ้น
       
       และด้วยการยอมรับในความเป็น “พระเจ้า” ของวิทยาศาสตร์นี่เอง ที่ทำให้ศาสตร์ทางเลือกรวมถึงปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ต้องพยายามทำตัวให้เป็น “วิทยาศาสตร์” เพื่อยืนยันถึงการดำรงอยู่บนโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวที่บ่อยครั้งยังชวนให้เกิดข้อฉงนอยู่ไม่น้อยว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยหรือ?”

       จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่า คำตอบเหล่านี้ล้วนถูกตั้งคำถามและถูกตอบมาแล้วถึง 8 ครั้ง ในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ” ซึ่งมีการจัดขึ้นทุกปี และปีนี้ก็ได้วนเวียนมาถึงครั้งที่ 9 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 ธ.ค.นี้ ที่ดีทรอยท์ มอเตอร์เวิลด์ (รามสแควร์ ไฮ-เอ็ด เซ็นเตอร์)
       
       ศ.ดร.น.พ.เทพนม เมืองแมน ประธานอำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ให้ข้อมูลว่า งานครั้งนี้ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “วิทยาศาสตร์ทางจิตเพื่อสุขภาพกับการแพทย์ทางเลือก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 77 พรรษา ด้วยการเชิญชวนประชาชนทำบุญพระกรรมฐาน 49 รูปจากวัดทั่วประเทศ พร้อมตักบาตรถวายพระพร ในช่วงเช้าวันที่ 4 ธ.ค.
       
       นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอีกกว่า 30 แห่ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในการจัดงาน 8 ครั้งที่ผ่านมา และส่วนใหญ่เป็นสถาบันที่ให้การสนับสนุนในเรื่องจิตเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยมี “สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตและนิตยสารโลกลี้ลับ” เป็นแกนนำในการจัดงาน รวมถึงมีการเน้นให้ความรู้สมัยใหม่เกี่ยวกับสมอง จิต วิญญาณ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่ใช้ในการศึกษา
       
       “เราจะมีงานในหลายรูปแบบ ที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของจิต ทำอย่างไรให้ผู้คนมีจิตที่สงบและเป็นสุขมากขึ้น เช่น การรู้จักใช้พลังจักรวาลง่ายๆ ในการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งในการให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ก็จะเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลทางวิทยาศาสตร์ และในประเทศที่เขาพัฒนาแล้วหลายแห่ง ก็ให้ความสนใจค่อนข้างมาก เรื่องเหล่านี้เขาไม่ได้หัวเราะเยาะกัน” ศ.ดร.น.พ.เทพนมอธิบาย
       
       ด้านจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการโครงการผู้จัดการสุขภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตามปกติแล้วโครงการผู้จัดการสุขภาพได้มีการเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพทางเลือก โดยผ่านทางวิทยุและหนังสือพิมพ์เป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งนี้ กิจกรรมหลักๆ ที่ทำอยู่ก็คือ โครงการขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการฝึกจิตขั้นพื้นฐานและการออกกำลังไปในตัว ซึ่งคนที่ฝึกแล้วก็จะพูดต่อๆ กันว่า มีสมาธิและสติดีขึ้น

       อย่างไรก็ตาม ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งนี้ ก็จะได้มีการยก “อุทยานอนุรักษ์สุขภาพ”ซึ่งจากเดิมเคยจัดกันแต่ที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ย้ายไปจัดที่งานมหกรรมฯ เป็นครั้งแรกด้วยรวมทั้งการนำศาสตร์การดูแลสุขภาพแขนงต่างๆ เช่น ตีลัญจกร , ดนตรีบำบัด , อัญมณีบำบัด , ฮวงจุ้ยเพื่อสุขภาพ , ชี่กง , การดูแลสุขภาพด้วยพลังคอสมิก นำไปแสดงและให้ความรู้กับประชาชนที่เข้าร่วมงาน
       
       ขณะที่ดร.คะนอง เนินอุไร เลขาธิการและประธานฝ่ายทำบุญพระกรรมฐาน สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต กล่าวว่า เป็นเวลาถึง 8 ครั้งแล้ว ที่กลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ ได้ร่วมจัดงานที่เกี่ยวกับจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังจิต” เริ่มตั้งแต่การให้ความรู้ทางจิต การฝึกจิต และการใช้ประโยชน์จากจิตที่ฝึกแล้ว รวมถึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสุขภาพของตนเองและผู้อื่นได้
       
       ...เอาเป็นว่า ใครที่อยากรู้ว่า ศาสตร์ทางเลือกต่างๆ มากมายเหล่านี้ ไม่ว่าจะหมดดู ไพ่ยิปซี พลังจักรวาลรักษาโรค หินบำบัด การทำสมาธิ หรือแม้แต่เรื่องยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาว จะสามารถให้คำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร คงต้องไปค้นหาคำตอบเอาในงาน เพราะแค่เพียงขณะนี้ก็ได้มีบูทต่างๆ สมัครเข้าร่วมงานแล้วกว่า 100 บูธ ยังไม่นับการบรรยายในเรื่องพลังจิตต่างๆ อีกกว่า 60 หัวข้อ
       
       แต่ที่แน่ๆ ได้รับการยืนยันจากผู้จัดงานมาว่า ในงานครั้งที่แล้ว ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ของผู้เข้าชมงานก็เรียนจบปริญญาตรีเสียเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย งานนี้ใครอยากรู้ ต้องลองไปพิสูจน์เอาเอง

 


  11 ก.ย. 2548 22:05 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป กาหลิบ

  58.10.251.254

  
เชื่อมนุษย์ต่างดาวมีจริง อาจทำลาย "มิติแห่งโลกคู่ขนาน" โผล่ที่แม่จัน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 กันยายน 2548 22:36 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
มนุษย์ต่างดาวหรือเอเลี่ยนทั้งในจินตนาการของหลายๆ คน และบางคนก็ยืนยันว่าเห็นกับตา

ภาพมนุษย์ต่างดาวตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน

ชาวบ้าน จ.เชียงรายชี้จุดที่มนุษย์ต่างดาวปรากฏให้เห็น

ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน

ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ

อาจารย์นิพนธ์ ทรายเพชร

       ดร.เทพนม เชื่อมนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง และคงไม่มีใครฉวยสร้างสถานการณ์ ย้ำ การมาที่ อ.แม่จัน ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ล่าสุดถึงกับลงมาดูมนุษย์ตีกอล์ฟ ด้านหมอประสานเชื่อมีโลกคู่ขนานอยู่ใกล้ชิดกับโลก มนุษย์ต่างดาวอาจทำลายมิติมาโพล่ที่เชียงราย ขณะที่ราชบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์แนะควรดูให้ละเอียดก่อนเพราะอาจจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำขึ้นก็ได้
       

       จากกรณีที่ชาวบ้านหมู่ 5 บ้านห้วยน้ำราก ต.จันจว้า อ.แม่จัน จำนวนกว่า 10 คน อ้างว่าพบเห็นมนุษย์ประหลาด ที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายมนุษย์ต่างดาวที่บริเวณทุ่งนาใกล้ลำเหมืองกลางหมู่บ้าน เมื่อเช้าตรู่วันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมาจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางนั้น
       
       ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ประธานอำนวยการฝ่ายสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ผู้ที่ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และ”ยูเอฟโอ” มากว่า 10 ปี ได้แสดงความคิดเห็นว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวน่าจะมาที่ อ.แม่จัน จริง เพราะภายหลังจากทราบเรื่องก็ได้ส่งผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวไปตรวจสอบพื้นที่ และพูดคุยกับชาวบ้าน
       
       "จนได้ข้อมูลว่า เมื่อเวลาประมาณ 06.30น. ขณะที่ชาวบ้านประมาณ 15 คน กำลังจะออกไปทำนา ก็เห็นมนุษย์รูปร่างประหลาด ผิวสีเหลือง ดวงตาโตลักษณะวงรี ศีรษะลักษณะคล้ายหลอดไฟนีออน และลำตัวเล็ก แต่ชาวบ้านไม่ได้สังเกตลักษณะมือ และเท้าว่ามีกี่นิ้ว โดยมนุษย์ประหลาดได้ปรากฏตัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยืดลำตัวยาวสูงเท่าต้นมะขวิด ก่อนจะลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายไป" ดร.เทพนมผู้คร่ำหวอดในการตามหาและสัมผัสกับมนุษย์ต่างดาวของประเทศไทยอธิบาย
       
       ศ.ดร.นพ.เทพนม กล่าวต่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นที่ อ.แม่จัน ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้มีผู้พบเห็นมนุษย์ต่างดาวและยูเอฟโออยู่หลายครั้ง สำหรับเขาได้มีโอกาสเห็นยานมนุษย์ต่างดาว และมีรูปที่ถ่ายเก็บไว้ได้ประมาณ 200 รูป อีกทั้งมีชาวต่างชาติที่สนใจติดต่อขอซื้อภาพดังกล่าวอยู่หลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดขณะที่ตนกำลังตีกอล์ฟ มนุษย์ต่างดาวก็ได้ลงมาดู โดยยืนห่างจากเขาประมาณ 100 เมตรก่อนจะหายตัวไป
       
       “เหตุที่มนุษย์ต่างดาวไม่กลัวคน เชื่อว่าเขาคงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่ามนุษย์ในการป้องกันตัว จึงไม่เกิดความกลัว และคิดว่าคงไม่มีใครมาสร้างสถานการณ์ เพราะไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร เรื่องนี้จึงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะต่างประเทศได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก” ประธานอำนวยการฝ่ายสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต กล่าว
       
       ด้าน ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ นักวิชาการอาวุโส ซึ่งศึกษาทางด้านมิติคู่ขนาน ให้ความเห็นว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง แต่ก็ไม่ยืนยันว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวเต็มร้อยเพียงแต่มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะในจักรวาลนั้นมีมิติที่ซับซ้อน มีโลกคู่ขนานที่อาจจะอยู่ห่างจากโลกเราเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเพียงแต่เราไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะว่าเราชินในการรับรู้สิ่งที่สื่อกันด้วยความถี่คลื่นของแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น เสียง แสง คลื่นวิทยุต่างๆ ในโลก 4 มิติของเรา ซึ่งโลกที่มีมิติมากกว่าอาจจะสื่อกันด้วยสิ่งอื่น ดังนั้นการมาให้เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวในโลกที่มีมิติมากกว่า เช่น 6 มิติ อาจจะทำลายมิติลงเพื่อมาปรากฏให้เราเห็นก็ได้
       

       ทั้งนี้ “หมอประสาน” เชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในโลกที่มิติมากกว่าจะสามารถทำลายมิติเพื่อมาปรากฏในมิติที่ต่ำกว่าได้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่าหนังสือ “โลกคู่ขนาน” (Parallel World) ของ ดร.มิชิโอะ กากุ (Dr. Michio Kaku) นักฟิสิกส์จากซิตียูนิเวอร์สซิตีออฟนิวยอร์ก (City University of New York) ได้อธิบายถึงการมีอยู่จริงของโลกคู่ขนานด้วยทฤษฎีที่มีข้อสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์ อีกทั้งลักษณะของมนุษย์ต่างดาวที่ชาวบ้านบอกเล่าก็คล้ายๆ กับมนุษย์ต่างดาวที่เชื่อว่ามีอยู่จริงคือหัวโต สีเหลืองๆ เขียว เกือบเทา ขาลีบ ปากเล็ก ตาโตและสูงประมาณ 3 ฟุตซึ่งก็ใกล้เคียงกับคำบอกเล่า
       
       ขณะเดียวกันนายนิพนธ์ ทรายเพชร ราชบัณฑิตสาขาดาราศาสตร์ให้ความเห็นว่าอย่าเพิ่งไปเชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว ควรดูให้ละเอียดก่อนเพราะอาจจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำขึ้นก็ได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ก็มีสามารถทำให้มีขึ้นได้ซึ่งก็ไม่ใช่ของแปลก อย่างภาพถ่ายที่อ้างว่าเป็นยูเอฟโอเมื่อพิสูจน์แล้วก็พบว่าเป็นภาพที่แต่งขึ้น อีกทั้งหากเป็นมนุษย์มนุษย์ต่างดาวจริงๆ ก็ควรจะเดินทางด้วยยานอวกาศ เพราะในทางฟิสิกส์แล้วไม่สามารถเดินทางโดยไม่มียานได้ และถ้าหากมาจริงโดยไม่มียานก็อาจจะเป็นวิญญาณซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 


  11 ก.ย. 2548 22:06 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป กาหลิบ

  58.10.251.254

  
อเมริกันชนเชื่อ “มนุษย์ต่างดาว” มีจริง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 มิถุนายน 2548 04:34 น.
หน้าตาของ "เอเลียน" ที่คนส่วนใหญ่นึกถึง
       สเปซดอทคอม - แม้ว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตนอกโลกหรือมนุษย์ต่างดาว ทั้งเชิงน่ารักและน่ากลัวส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่แค่ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ชาวอเมริกันถึง 2 ใน 3 ต่างก็เชื่อว่าในห้วงจักรวาลอันกว้างไกลน่าจะมี (มะนาวต่างดุ๊ด) “มนุษย์ต่างดาว” หรือสิ่งมีชีวิตทำนองนี้อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่ไหนสักแห่ง
       
       ศูนย์การสำรวจและวิเคราะห์วิจัย (Center for Survey and Research Analysis) ของมหาวิทยาลัยแห่งคอนเนกติกัต (University of Connecticut) สหรัฐอเมริกา ได้รับมอบหมายจากเนชันแนล จีโอกราฟิก แชนแนล (National Geographic Channel) ให้สำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันทางโทรศัพท์ทั้งหมด 1,000 คน ถึงความเป็นไปได้ว่า “มนุษย์ต่างดาว” มีจริงหรือไม่ โดยกลุ่มเป็นหญิง 523 คนและชาย 477 คน ทั้งหมดมีอายุมากกว่า 18 ปี ซึ่งผลการสำรวจระบุว่า 60% ของกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นๆ
       

       ในกลุ่มที่เชื่อว่ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่นี้ ส่วนใหญ่รู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังว่าจะมีการค้นพบมนุษย์ต่างดาวจริงๆ ขณะที่ 90% ของกลุ่มนี้เชื่อว่าโลกของเราสามารถโต้ตอบข้อความหรือสารที่ได้รับจากดาวดวงอื่นๆ ได้ แม้แต่ 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ไม่เชื่อว่าจะมีชีวิตอยู่นอกโลกนั้นก็ยังกล่าวว่า ถ้ามีการส่งสัญญาณมาจากมนุษย์ต่างดาวจริง โลกของเราก็ควรจะตอบกลับไป
       
       อีกทั้ง จากโพลที่สำรวจความคิดเห็น 77% ในกลุ่มผู้ที่เชื่อว่าน่าจะมีมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงนั้น คิดว่ามนุษย์ต่างดาวน่าจะมีรูปร่างเหมือนเอเลียน หรือมีลักษณะที่แปลกประหลาดต่างจากมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นน่าจะพัฒนาขึ้น ณ ดาวเคราะห์ที่มีลักษณะแตกต่างจากดาวโลก และกลุ่มตัวอย่าง 8 ใน 10 คนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวที่ว่าจะต้องมีเชาวน์ปัญญาที่พัฒนาก้าวหน้าไปกว่ามนุษย์อย่างพวกเรา

SETI เชื่อว่าจะต้องมีมนุษย์ต่างดาวอยู่สักแห่งบนฟากฟ้า
       นอกจากนี้ การสำรวจความคิดเห็นยังได้วิเคราะห์ถึงความเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อพื้นฐานทางการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับกิจปฏิบัติทางศาสนามากกว่า โดยในการสำรวจทั้งชาวเดโมแครตและรีพับลิกันต่างเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตในดวงดาวใบอื่นพอๆ กัน ขณะที่คริสตศาสนิกชนที่หมั่นไปโบสถ์เพียง 46% เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง และกลุ่มผู้ที่ไม่ไปโบสถ์เป็นประจำเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงถึง 70%
       

       ทั้งนี้ เซธ โชสตาก (Seth Shostak) นักดาราศาสตร์อาวุโสประจำสถาบันค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่มีเชาวน์ปัญญา(Search for Extraterrestrial Intelligence Institute : SETI) เปิดเผยว่า สาธารณชนให้ความสนใจถึงความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกเขตโลก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายๆ ตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศของนักวิจัยในปี 2539 ที่อ้างว่าพบหลักฐานแห่งชีวิตของจุลชีพโบราณในก้อนหินจากดาวอังคาร ณ เวลานั้นเกิดกระแสแตกตื่นในวงการสื่อและสมาคมวิทยาศาสตร์มากมาย อีกทั้งการค้นพบครั้งนี้ก็ยังกลายเป็นข้อถกเถียงกระทั่งปัจจุบัน
       
       "แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกโลกนั้นมีความสำคัญอย่างไร แม้ว่าสิ่งที่ค้นพบจะเป็นจุลชีพเล็กๆ ที่ตายแล้วก็ตาม” โชสตากอธิบายถึงการโต้เถียงอันเนื่องมาจากหินจากดาวอังคารก้อนนั้น ซึ่งมีหลายๆ คนและ SETI เองก็เชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ร่วมใช้ชีวิตอยู่ในกาแล็กซีของพวกเรา โดยนักดาราศาสตร์อาวุโสของสถาบันตามหามนุษย์ต่างดาวผู้นี้เชื่อว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า (2568) พวกเราอาจจะค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่มีเชาวน์ปัญญาอยู่นอกโลกจริง
       

       ”ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราจะค้นพบอะไร แต่พวกเรามีรายชื่อดาวเคราะห์มากมายที่ต้องสงสัยว่าน่าจะมีร่องรอยทางชีววิทยา และการสังเกตการณ์อวกาศในอนาคตก็อาจจะเป็นการมองหาชีวิต” โชสตากแจกแจง ซึ่งส่วนใหญ่โครงการของสถาบัน SETI จะเน้นการค้นหาเชาวน์ปัญญาของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวตามชื่อของสถาบัน โดยมุ่งตรงไปที่การวิเคราะห์การส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่คลื่นวิทยุระหว่างดวงดาว ในฐานะที่เป็นสัญญาณจากอารยธรรมอันไกลโพ้น สถาบันไม่แสวงผลกำไรซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซิลิคอน แวลเลย์ ถือเป็นองค์กรเอกชนที่อุทิศตนเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้บุกเบิกการค้นคว้าหลายชิ้นที่กำลังเดินหน้าอยู่ในปัจจุบัน

 


  11 ก.ย. 2548 22:20 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป กาหลิบ

  58.10.251.254

  

Ancient Indian Aircraft Technology

by D. Hatcher Childress

from The Anti-Gravity Handbook avaliable from:

Adventures Unlimited Press, Post Office Box 22, Stelle, IL, USA 60919-9989

(815) 253-6390, Write for their FREE catalog.

Many researchers into the UFO enigma tend to overlook a very important fact. While it assumed that most flying saucers are of alien, or perhaps Governmental Military origin, another possible origin of UFOs is ancient India and Atlantis.

What we know about ancient Indian flying vehicles comes from ancient Indian sources; written texts that have come down to us through the centuries. There is no doubt that most of these texts are authentic; many are the well known ancient Indian Epics themselves, and there are literally hundreds of them. Most of them have not even been translated into English yet from the old sanskrit.

The Indian Emperor Ashoka started a "Secret Society of the Nine Unknown Men": great Indian scientists who were supposed to catalogue the many sciences. Ashoka kept their work secret because he was afraid that the advanced science catalogued by these men, culled from ancient Indian sources, would be used for the evil purpose of war, which Ashoka was strongly against, having been converted to Buddhism after defeating a rival army in a bloody battle.

The "Nine Unknown Men" wrote a total of nine books, presumably one each. Book number was "The Secrets of Gravitation!" This book, known to historians, but not actually seen by them dealt chiefly with "gravity control." It is presumably still around somewhere, kept in a secret library in India, Tibet or elsewhere (perhaps even in North America somewhere). One can certainly undertand Ashoka's reasoning for wanting to keep such knowledge a secret, assuming it exists. if the Nazis had such weapons at their disposal during World War Ii. Ashoka was also aware devastating wars using such advanced vehicles and other "futuristic weapons" that had destoryed the ancient Indian "Rama Empire" several thousand years before.

Only a few years ago, the Chinese discovered some sanskrit documents in Lhasa, Tibet and sent them to the University of Chandrigarh to be translated. Dr. Ruth Reyna of the University said recently that the documents contain directions for building interstellar spaceships!

Their method of propulsion, she said, was "anti-gravitational" and was based upon a system analogous to that of "laghima," the unknown power of the ego existing in man's physiological makeup, "a centrifugal force strong enough to counteract all gravitational pull." According to Hindu Yogis, it is this "laghima" which enables a person to levitate.

Dr. Reyna said that on board these machines, which were called "Astras" by the text, the ancient Indians could have sent a detachment of men onto any planet, according to the document, which is thought to be thousands of years old. The manuscripts were also said to reveal the secret of "antima"; "the cap of invisibility" and "garima"; "how to become as heavy as a mountain of lead."

Naturally, Indian scientists did not take the texts very seriously, but then became more positive about the value of them when the Chinese announced that they were including certain parts of the data for study in their space program! This was one of the first instances of a government admitting to be researching anti-gravity.

The manuscripts did not say definitely that interplanetary travel was ever made but did mention, of all things, a planned trip to the Moon, though it is not clear whether this trip was actually carried out. However, one of the great Indian epics, the Ramayana, does have a highly detailed story in it of a trip to the moon in a Vimana (or "Astra"), and in fact details a battle on the moon with an "Asvin" (or Atlantean" airship.

This is but a small bit of recent evidence of anti-gravity and aerospace technology used by Indians. To really understand the technology, we must go much further back in time.

The so-called "Rama Empire" of Northern India and Pakistan developed at least fifteen thousand years ago on the Indian sub-continent and was a nation of many large, sophisticated cities, many of which are still to be found in the deserts of Pakistan, northern, and western India. Rama existed, apparently, parallel to the Atlantean civilization in the mid-Atlantic Ocean, and was ruled by "enlightened Priest-Kings" who governed the cities, The seven greatest capital cities of Rama were known in classical Hindu texts as "The Seven Rishi Cities."

According to ancient Indian texts, the people had flying machines which were called "Vimanas." The ancient Indian epic describes a Vimana as a double-deck, circular aircraft with portholes and a dome, much as we would imagine a flying saucer.

It flew with the "speed of the wind" and gave forth a "melodious sound." There were at least four different types of Vimanas; some saucer shaped, others like long cylinders ("cigar shaped airships"). The ancient Indian texts on Vimanas are so numerous, it would take volumes to relate what they had to say. The ancient Indians, who manufactured these ships themselves, wrote entire flight manuals on the control of the various types of Vimanas, many of which are still in existence, and some have even been translated into English.

The Samara Sutradhara is a scientific treatise dealing with every possible angle of air travel in a Vimana. There are 230 stanzas dealing with the construction, take-off, cruising for thousand of miles, normal and forced landings, and even possible collisions with birds. In 1875, the Vaimanika Sastra, a fourth century B.C. text written by Bharadvajy the Wise, using even older texts as his source, was rediscovered in a temple in India. It dealt with the operation of Vimanas and included information on the steering, precautions for long flights, protection of the airships from storms and lightening and how to switch the drive to "solar energy" from a free energy source which sounds like "anti-gravity."

The Vaimanika Sastra (or Vymaanika-Shaastra) has eight chapters with diagrams, describing three types of aircraft, including apparatuses that could neither catch on fire nor break. It also mentions 31 essential parts of these vehicles and 16 materials from which they are constructed, which absorb light and heat; for which reason they were considered suitable for the construction of Vimanas. This document has been translated into English and is available by writing the publisher: VYMAANIDASHAASTRA AERONAUTICS by Maharishi Bharadwaaja, translated into English and edited, printed and published by Mr. G. R. Josyer, Mysore, India, 1979 (sorry, no street address). Mr. Josyer is the director of the International Academy of Sanskrit Investigation located in Mysore.

There seems to be no doubt that Vimanas were powered by some sort of "anti-gravity." Vimanas took off vertically, and were capable of hovering in the sky, like a modern helicopter or dirigible. Bharadvajy the Wise refers to no less than 70 authorities and 10 experts of air travel in antiquity. These sources are now lost.

Vimanas were kept in a Vimana Griha, a kind of hanger, and were sometimes said to be propelled by a yellowish-white liquid, and sometimes by some sort of mercury compound, though writers seem confused in this matter. It is most likely that the later writers on Vimanas, wrote as observers and from earlier texts, and were understandably confused on the princible of their propulsion. The "yellowishwhite liquid" sounds suspiciously like gasoline, and perhaps Vimanas had a number of different propulsion sources, including combustion engines and even "pulse-jet" engines. It is interesting to note, that the Nazis developed the first practical pulse-jet engines for their V-8 rocket "buzz bombs." Hitler and the Nazi staff were exceptionally interested in ancient India and Tibet and sent expeditions to both these places yearly, starting in the 30's, in order to gather esoteric evidence that they did so, and perhaps it was from these people that the Nazis gained some of their scientific information!

According to the Dronaparva, part of the Mahabarata, and the Ramayana, one Vimana described was shaped like a sphere and born along at great speed on a mighty wind generated by mercury. It moved like a UFO, going up, down, backwards and forewards as the pilot desired. In another Indian source, the Samar, Vimanas were "iron machines, well-knit and smooth, with a charge of mercury that shot out of the back in the form of a roaring flame." Another work called the Samaranganasutradhara describes how the vehicles were constructed. It is possible that mercury did have something to do with the propulsion, or more possibly, with the guidance system. Curiously, Soviet scientists have discovered what they call "age-old instruments used in navigating cosmic vehicles" in caves in Turkestan and the Gobi Desert. The "devices" are hemispherical objects of glass or porcelain, ending in a cone with a drop of mercury inside.

It is evident that ancient Indians flew around in these vehicles, all over Asia, to Atlantis presumably; and even, apparently, to South America. Writing found at Mohenjodaro in Pakistan (presumed to be one of the "Seven Rishi Cities of the Rama Empire") and still undeciphered, has also been found in one other place in the world: Easter Island! Writing on Easter Island, called Rongo-Rongo writing, is also undeciphered, and is uncannily similar to the Mohenjodaro script. Was Easter Island an air base for the Rama Empire's Vimana route? (At the Mohenjo-Daro Vimana-drome, as the passenger walks down the concourse, he hears the sweet, melodic sound of the announcer over the loudspeaker,

"Rama Airways flight number seven for Bali, Easter Island, Nazca, and Atlantis is now ready for boarding. Passengers please proceed to gate number..") in Tibet, no small distance, and speaks of the "fiery chariot" thusly: "Bhima flew along in his car, resplendent as the sun and loud as thunder... The flying chariot shone like a flame in the night sky of summer ... it swept by like a comet... It was as if two suns were shining. Then the chariot rose up and all the heaven brightened."

In the Mahavira of Bhavabhuti, a Jain text of the eighth century culled from older texts and traditions, we read: "An aerial chariot, the Pushpaka, conveys many people to the capital of Ayodhya.

The sky is full of stupendous flying-machines, dark as night, but picked out by lights with a yellowish glare-"

The Vedas, ancient Hindu poems, thought to be the oldest of all the Indian texts, describe Vimanas of various shapes and sizes: the "ahnihotra-vimana" with two engines, the "elephant-vimana" with more engines, and other types named after the kingfisher, ibis and other animals.

Unfortunately, Vimanas, like most scientific discoveries, were ultimately used for war. Atlanteans used their flying machines, "Vailixi," a similar type of aircraft, to literally try and subjugate the world, it would seem, if Indian texts are to be believed. The Atlanteans, known as "Asvins" in the Indian writings, were apparently even more advanced technologically than the Indians, and certainly of a more war-like temperment. Although no ancient texts on Atlantean Vailixi are known to exist, some information has come down through esoteric, "occult" sources which describe their flying machines. Similar, if not identical to Vimanas, Vailixi were generally "cigar shaped" and had the capability of manuvering underwater as well as in the atmosphere or even outer space. Other vehicles, like Vimanas, were saucer shaped, and could apparently also be submerged.

According to Eklal Kueshana, author of "The Ultimate Frontier," in an article he wrote in 1966, Vailixi were first developed in Atlantis 20,000 years ago, and the most common ones are "saucershaped of generally trapezoidal cross-section with three hemispherical engine pods on the underside." "They use a mechanical antigravity device driven by engines developing approximately 80,000 horse power."

The Ramayana, Mahabarata and other texts speak of the hideous war that took place, some ten or twelve thousand years ago between Atlantis and Rama using weapons of destruction that could not be imagined by readers until the second half of this century.

The ancient Mahabharata, one of the sources on Vimanas, goes on to tell the awesome destructiveness of the war: "...(the weapon was) a single projectile charged with all the power of the Universe. An incandescent column of smoke and flame As bright as the thousand suns rose in all its splendor... An iron thunderbolt,

A gigantic messenger of death,

Which reduced to ashes

The entire race of the Vrishnis

And the Andhakas.

... the corpses were so burned

As to be unrecognizable.

The hair and nails fell out;

Pottery broke without apparent cause,

And the birds turned white.

... After a few hours

All foodstuffs were infected...

... to escape from this fire

The soldiers threw themselves in streams

To wash themselves and their equipment..."

It would seem that the Mahabharata is describing an atomic war! References like this one are not isolated; but battles, using a fantastic array of weapons and aerial vehicles are common in all the epic Indian books. One even describes a Vimana-Vailix battle on the Moon! The above section very accurately describes what an atomic explosion would look like and the effects of the radioactivity on the population. Jumping into water is the only respite.

When the Rishi City of Mohenjodaro was excavated by archeologists in the last century, they found skeletons just lying in the streets, some of them holding hands, as if some great doom had suddenly overtaken them. These skeletons are among the most radioactive ever found, on a par with those found at Hiroshima and Nagasaki. Ancient cities whose brick and stone walls have literaly been vitrified, that is-fused together, can be found in India, Ireland, Scotland, France, Turkey and other places. There is no logical explanation for the vitrification of stone forts and cities, except from an atomic blast. Futhermore, at Mohenjo-Daro, a well planned city laid on a grid, with a plumbing system superior to those used in Pakistan and India today, the streets were littered with "black lumps of glass." These globs of glass were discovered to be clay pots that had melted under intense heat!

With the cataclysmic sinking of Atlantis and the wiping out of Rama with atomic weapons, the world collapsed into a "stone age" of sorts, and modern history picks up a few thousand years later. Yet, it would seem that not all the Vimanas and Vailixi of Rama and Atlantis were gone. Built to last for thousands of of years, many of them would still be in use, as evidenced by Ashoka's "Nine Unknown Men" and the Lhasa manuscript.

That secret societies or "Brotherhoods" of exceptional, "enlightened" human beings would have preserved these inventions and the knowledge of science, history, etc., does not seem surprising. Many well known historical personages including Jesus, Buddah, Lao Tzu, Confucious, Krishna, Zoroaster, Mahavira, Quetzalcoatl, Akhenaton, Moses, and more recent inventors and of course many other people who will probably remain anonomous, were probably members of such a secret organization.

It is interesting to note that when Alexander the Great invaded India more than two thousand years ago, his historians chronicled that at one point they were attacked by "flying, fiery shields" that dove at his army and frightened the cavalry. These "flying saucers" did not use any atomic bombs or beam weapons on Alexander's army however, perhaps out of benevolence, and Alexander went on to conquer India.

It has been suggested by many writers that these "Brotherhoods" keep some of their Vimanas and Vailixi in secret caverns in Tibet or some other place is Central Asia, and the Lop Nor Desert in western China is known to be the center of a great UFO mystery. Perhaps it is here that many of the airships are still kept, in underground bases much as the Americans, British and Soviets have built around the world in the past few decades.

Still, not all UFO activity can be accounted for by old Vimanas making trips to the Moon for some reason. Undoubtedly, some are from the Military Governments of the world, and possibly even from other planets. Of course, many UFO sightings are "swamp, gas, clouds, hoaxes, and hallucinations, while there is considerable evidence that many UFO sightings, especially "kidnappings" and the like, are the result of what is generally called "telepathic hypnosis." One common thread that often runs between "Alien kidnappings," "sex with aliens," and other "close encounters of a third kind" is a buzzing in the ears just before the encounter. According to many well informed people, this is a sure sign of telepathic hypnosis."

 


  12 ก.ย. 2548 13:50 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป สาวขี้แยกับชายขี้อ้อน

  61.91.125.166

  

ตามมาอ่านคะ  

 

แล้วพี่กาหลิบเคยเห็นรึยังคะ

 


  10 ก.พ. 2549 10:58 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.ประหยัด

  203.170.245.50

   ได้เจอ ดร.เทพพนม เมืองแมน  ครั้งแรกที่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิต  ครั้งที่ ๑ ที่ ม.รามคำแหง  จากนั้นก็ได้ติดตามฟังที่ โรงแรมรัตนโกสิน  อีกหลายครั้ง  ครั้งสุดท้ายที่เหมือนกับถูกหลอก  ก็ได้ติดตามไปดูจานบินที่ อ.ลี้ จ.ลำพูน  ซึ่งไม่ถูกต้มก็เหมือนต้มสุก  เพราะเมื่อ ดร.เทพพนม ท่านนั่งทางในติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้  ทำไมไม่เชิญมนุษย์ต่างดาวลงมาแผ่นดินสยาม  ที่ไหนสักแห่งหนึ่งเพื่อจะได้มาสนทนาถ่ายรูปคู่กันเสียบ้าง  ในวันที่ไป อ.ลี้นั้น  ก็ได้สนทนากับ ดร.เทพพนม  ด้วย  การที่พูดว่านั่งสมาธิคุยกับมนุษย์ต่างดาวได้นั้น  ก็ไม่ทราบว่าสมาธิที่ ดร.เทพพนม  ใช้นั้นเป็นสมาธิประเภทไหน  ถ้าเห็นมนุษย์ต่างดาวได้  ก็น่าจะเป็น องค์เทพ ได้  แต่ท่านไม่เห็น  ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องด้วย  ใครจะเชื่อท่านก็ไม่มีใครว่า  แต่....น่าจะใช้สติปัญญาด้วย  เพราะท่านติดต่อทางญาณกับมนุษย์ต่างดาวมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว  แต่ไม่เคยนัดเจอกันเลย  สู้พวกที่ติดต่อกันทาง Internet  ไม่ได้  ไม่นานก็ท้องป่องแล้ว

 


  16 พ.ย. 2550 21:10 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อยากรุ้อยากเหงกะชาวบ้าน

 jamekungg@hotmail.com 125.26.45.2:192.168.1.23

   นั่งมาทิยังไงอยากเหงมนุดต่างดาวใครเก่งพลังจิตแอดเมลมาคุยกาน

 


  16 พ.ย. 2550 21:12 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป jamekungg@hotmail.com

 jamekungg@hotmail.com 125.26.45.2:192.168.1.23

  

jamekungg@hotmail.com

 

 


  11 พ.ย. 2552 17:53 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป คนอยากรู้

 vichienjai@hotmail.com 58.10.146.72

  

คือสงสัยว่าอาจารย์ เทพพนม เมืองแมนติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวด้วยภาษาอะไร

 


  13 พ.ย. 2552 13:00 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ต้อม

 apichat00000@hotmail.com 202.143.144.82

  

มนุษย์ต่างดาวพูดไทยได้ป่ะอะอยาก รุอ่ะ add บอกที่เมลที

 


  16 พ.ย. 2552 04:34 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป Secret Univers

 opor_secret@hotmail.com 125.24.109.133

   มีความสนใจและชอบเป็นการส่วนตัว และเชื่อในสิ่งที่ ดร เทพนม ได้ค้นคว้าวิจัย กล่าวไว้ค่ะ

 


  11 ธ.ค. 2552 18:31 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป เอเลี่ยน

  58.97.32.113:10.32.0.12

   งั้นๆ

 


  27 ธ.ค. 2552 16:42 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ปอฝ้าย

 faiinter@hotmail.com 117.47.108.102

  

หนูคิดว่า ...

1.มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงและมีดาวของพวกเค้าในจักรวาลนี้ด้วย...เป็นความเชื่อส่วนตัว และมันเป็นไปได้

2.เรื่องของมนุษย์ต่างดาวมีความเป็นไปได้สูงมากกว่าเรื่องวิญญาณ

3.เรื่องของวิญญาณนั้นมีอยู่จริงเช่นกัน เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิต ซึ่งเมื่อจิตออกจากร่าง=วิญาณ

4.และท้ายสุดอยากบอกว่า ถ้าใครเชื่อเรื่องการเดินทางไปนอกโลก ไปดวงจันทร์ ไป ที่ต่างๆได้

    ดังนั้นก็ย่อมต้องคิดไว้ด้วยว่า สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นก็สามารถมีได้ เหมือนที่ดาวโลกมีมนุษย์และสัตว์

..........................................

นอกเรื่องอีกนิด ... มีใครสนใจเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าร์บ้างไหม

เรื่องนี้ ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ แต่ความเป็นไปได้นั้น มันมีสองทางคือ ธรรมชาติ กับมนุษย์สร้างขึ้น

วิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทุกเรื่อง ... ที่จริงแล้วมนุษย์เป็นผู้พิสูจน์ทุกสิ่งต่างหาก ...แต่เรื่องที่มันยังนำ

ออกมาให้เห็นไม่ได้...มันก็คือ มนุษย์ยังไม่มีความสามรถมากพอที่จะเข้าถึงและเข้าใจในสิ่งๆนั้น ...

เช่นเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ มีมนุษย์บางคนเท่านั้นที่มีความสามารถถึง ^^"

มนุษย์ต่างดาวก็มีบางคนเท่านั้นที่สามารถเข้ใจได้ เห็นได้ คุยได้

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบการ เกิด แก่ เจ๊บ ตาย ... จนบรรลุโสดาบัน !!

ชาวพุทธทุกคนมีความเชื่อเรื่องพระพทธเจ้า

อยากถามว่า ... ทำไมคนไทยเชื่อเรื่องของพระพุทธเจ้า ทั้งที่ทุกคนไม่เคยพบ ไม่เคยเจอ เลยสักคน

คำตอบส่วนใหญ่ ... คือความเชื่อ และ หลักฐานต่างๆที่มีให้เห็นบ้างเท่านั้น

พยานาคมีจริงไหม ?? ... นางเงือกมีจริงไหม ?? ... ใครบ้างจะสามารถตอบได้

มัน อยู่ ที่ จิตใจ และความ เชื่อ ที่จะสัมผัส ได้ ถึง สิ่ง ที่ คน อื่น ไม่เห็น ^^"

ส่วนตัวหนูเอง ... หนูเชื่อว่ามีจริง ทุกอย่างที่กล่าวมา  ยกเว้นเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าร์

เพราะ?? - - - > ในอนาคตที่ไม่นานนี้ บางทีมนุษย์อาจจะได้พบกับเพื่อนบ้านที่อยู่ต่างดาว

ส่วนเรื่อง จิต และ วิญญาณ นั้น มันเป็นสิ่งที่มีมานาน คู่กับ การเกิด แก่ เจ๊บ ตาย มันเป็นจริง มีจริง

อยู่ที่ไหนก็เจอได้ มันมีมิติซ้อนกัน พวกเขาเห็นเรา ได้ แต่ จะมีบางคนเท่านั้น ที่เห็นพวกเขา

เอา ล่ะ ทำบุญให้มาก ๆ จะ ได้ เห็น กับ เขา มั่ง ^^"

 

 

 


  27 ธ.ค. 2552 16:47 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ปอฝ้าย

 faiinter@hotmail.com 117.47.108.102

  

ถ้าหากผู้มีจิตใจสามารถเข้าถึง ... สมาธิ อย่างที่คนอื่นๆไม่สามารถทำได้

หรือ บางคนเขาว่าบ้า หรือว่าเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น

สามารถสัมผัสได้ รู้ตัวเอง แต่บอกใครแล้วคนอื่นไม่เชื่อ

แอดเมล์มาคุยกันได้นะค่ะ

faiinter@hotmail.com

ขอบคุณ สำหรับความรู้ในกระทู้นี้ค่ะ

 


  7 ก.พ. 2553 16:37 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป mihael kheel

 tan_cos_sic@windowslive.com 125.24.29.156

  

ผมอยากเห็นมนุษย์ต่างดาวมากเลยครับ ทำอย่างไรถึงได้เห็นพวกเขากันนะครับ

ผมเคยฝันว่ามีมนุษย์ต่างดาวมาหาผมเป็นผู้หญิงใส่ชุดสีขาวพร้อมกับพวกเขาประมาณ 5 คน ผมได้พูดคุยกับพวกเขาจนสะดุ้งตื่นเลยครับ

 


  21 ก.ค. 2553 11:06 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป xiaobao

 245129137@qq.com 59.55.49.232

   name replica watches online of a lost and Tag Heuer Carrera forgotten medieval writer, thus replica watches sale passing off his own Omega De Ville modern work as "genuine". replica watches Writers, like academics, tend omega replica watches to regard plagiarism as best replica watches a capital offence. But Corum Bubble XL in Chatterton��s case, it cheap watches wasn��t plagiarism, was it? Rolex Daytona sale So how can women develop that skill of recognizing a good-quality dupli

 


  2 ส.ค. 2553 02:42 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป mewzanaa

 mew555@gmail.com 114.128.243.204

   จริงๆๆๆๆ

 


  2 ส.ค. 2553 03:07 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป mewzanaa

 mew555@gmail.com 114.128.243.204

   ใครที่ได้อ่านข้อความนี้ ผมเชื่อว่ามีอยู่จริง ตอนผมอายุ5ขวบผมไม่เคยรู้เรื่องต่างดาวเลย จะเล่าให้ฟัง ผมเจอเผ่าพันธ์ที่ มีลักษณะลำตัวสีเท่าดำ รูปร่างแกรน พูดเบามาก อาไรก็ไม่รู้ มาให้เห็นตอนใกล้จาหลับ โดยก่อนหลับเปิด Fm ก่อนนะ พอเคิ้ม ก็มาเกาะลาวหน้าต่าง ในความมืดสลัวก็มีดวงตาสีแดง มองมาที่ผม ในความคิด ผมก็นึกว่าเปรต เปรตอะไรตัว เตี้ย แล้วตอนอายุ 5 ขวดจารู้จักเปรตด้วยหลอ กล่าวคือ ผมไม่คิดอะไร และผมเป็น คนไม่กลัวผี มาแต่เล็ก คือ สิ่งที่ผมกลัว คือ พลังงานความมืด เช่น ในห้อง ในน้ำ ในป่าผมกลัวแค่นี้ จากเวลาก็ผ่านไปจนเรียน วิชา สปช.จึงได้รู้เรื่องนอกโลก ว่าโลกไม่ได้เป็นเอกภพ ก็แค่เรียนรู้ แต่อยูู่่่่่มาวันหนึ่ง ตอนอายุุ 20 เวลากลางคืน ก่อนนอน ผมไ้ด้ยินเสียงเหมือนคลื่นวิทยุในหัว มีเสียงคนพูด แต่จับประเด็นไม่ได้ ก็ยังค้างคาใจ ------------------คือตอนนี้ผม อายุ 24 ปีแลัว ก็ยังคงศึกษาเรื่องนี้มาตลอด คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ มองว่า เป็น เรื่อง ปัญญาอ่อน ซึ่งถ้าผมปัญญาดีผมคงจบด๊อกเตอร์ตอนอายุ 5 ขวบไปแล้ว นั้นซิแล้วคนด่าละ ช่างมันครับ คือ.........ถ้าหากใครได้อ่านข้อความนี้ ผมอยากทราบว่า สิ่งที่ผมเห็นคือเผ่าพันธ์ใหน แล้วคืออะไร ส่งมาเมล์นีีนะครับ mew555@gmail.com ผมอยากหาผู้รู้จริง และคนที่มีความคิดอย่างผม เรื่องนี้ผมรับรู้มาจากความจริงไม่มีแต่งเรื่อง ขึ้นมาผมจะคอยคำตอบจากผู้รู้นะครับ.............. mewzanaa

 


  12 ส.ค. 2553 10:22 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป tag heuer watch

 uijsurl@aol.rczh 125.121.215.204

   swiss replica watch gucci leather movado store discount lv watch lv online discount zenith watches fake watches louis vuitton bezel constellation tag heuer Santos 100 watch It is 5 star watch Would look great on any wrist catch attention like no others Reward yourself with this one Chopard LUC Engine One Tourbillon watch limited edition 150 released in celebration the 150th anniversary Chopin while the me vividly reflects Xiao Bangzhuo watch close relationship with the automotive wld LUC Engine One Tourbillon watch builtin patented mechanical manual wind tourbillon movementLUC Calibre 1TRM movement Like car engine the movement to install in quiet block so it can withst shocks with three settings on the dial Itabashi Central Tourbillon movement with the same replica watch for sale

 


  12 ส.ค. 2553 10:23 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป omega watches

 uijsurl@aol.woia 125.121.215.204

   watch jewellery concord watches certifie submariner watches datejust price replica vacheron constantin watches fake sea dweller Breitling Replica Watches Keep your time in style with beautifully designed replica Breitling watches Buy Breitling Replica Watches today gift friend yourself You deserve designer quality at an affdable price thats why we started this place We have something everyone We are sure you will love the perfect quality our Breitling replica watchesThe Breitling Replica Watch cases are known their pressional finish because they are made from stylish metal such as grade titanium antimagnetic stainless steel These hard metals are durable yet stylishThe dials resemble instrument panels are easy to read with mere glance It takes around 50 procedures to create the Breitling chronomat dial The hs are made from brass with center hole graham monaco tag heuer cheap watch

 


page [1] 2 3 4 5 6   Next >>

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ
* สมาชิกเท่านั้น
ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์

บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010